โพสต์นี้มีคำตอบ ตลาดหุ้นไทย PE แพงไปหรือไม่?

ช่วงนี้นักวิเคราะห์หลายสำนักประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยมีอัพไซต์จำกัด เนื่องจาก “ค่า PE อยู่ในระดับที่แพงเกินไป” โดยในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ประเมินปัจจุบัน SET ซื้อขายระดับ PER20 ที่ 17-18 เท่า เพราะฉะนั้นจึงประเมินตลาดหุ้นจะเปลี่ยนเทรนด์จากขาขึ้นในช่วงเดือนที่ผ่านมาเป็น sideway กรอบ 1,220-1,320 จุด ขณะที่บล.กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ประเมินว่าค่า PE (12M Forward) ของ SET เพิ่มขึ้นเป็น 18.3 เท่า ใกล้เคียงกับระดับสูงสุดในรอบ 5 ปีที่ 18.4 เท่า ถือเป็นระดับราคาที่ค่อนข้างแพง ทำให้ Valuation ของตลาดในระยะสั้นค่อนข้างตึงตัว โอกาสไปต่อยังจำกัด

 

 

ขยายความ PE แพงจริงหรือ?

เพื่อไขข้อข้องใจ Wealthy Thai จึงต่อสายสัมภาษณ์พี่ปิง ประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด เพิ่มเติมในประเด็นดังกล่าว โดยพี่ปิงอธิบายว่า ผลตอบแทนตลาดหุ้น 1 มกราคม-19 พฤษภาคม 2563 ที่ตลาดหุ้นลงไปเกือบ 34% ปัจจุบันตลาดหุ้นฟื้นขึ้นมา 30% แล้วนั้น เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่นๆ หุ้นไทยถือว่าไม่ถูกและไม่แพง โดยอยู่ในระดับปานกลาง


ขณะที่ค่า PE ปีนี้อยู่ที่ 19 เท่า นั้นถือว่าแพง เมื่อเทียบกับภูมิภาค ก็น่าจะแพงเกือบที่สุด แต่ถ้าเทียบกับดาวโจนส์ก็ถือว่า PE ตลาดหุ้นไทยนั้นถูก อย่างไรก็ตามในปีหน้าประเมินค่า PE 15 เท่า ถือว่าโอเคอยู่ในระดับที่เหมาะสม แต่ถ้าดู Price per Book ถือว่าอยู่ในระดับที่ไม่ถูกไม่แพง เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่นๆ ซึ่งตลาดจึงมีลุ้นว่าไปได้ต่อ

 

 

แนะนักลงทุนดูค่า EPS ดีกว่า

“ค่า PE (Price to Earnings Ratio) ที่ระดับ 19 เท่านี้มาจาก Bloomberg Consensus ที่มองว่ากำไรต่อหุ้น (EPS) อยู่ที่ 68 บาทต่อหุ้น ซึ่งผมมองว่าสูงไป เพราะ EPS ปีนี้น่าจะอยู่ที่ 62 บาทต่อหุ้น เพราะฉะนั้น PE ทุกวันนี้จึงควรอยู่ที่ 22 เท่า เพียงแต่ว่าทุกคนรู้อยู่แล้วว่า EPS ปีนี้ไม่นิ่ง พร้อมปรับลดลงตลอดเวลา เนื่องจากงบฯ เพิ่งประกาศแค่ไตรมาสเดียว ยังไม่รอด โดยไตรมาสที่เหลือจะรอดหรือไม่ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าปีหน้าตลาดจะฟื้น โดยคาด EPS เพิ่มเป็น 84 บาทต่อหุ้น ทำให้ PE อยู่ที่ 15-16 เท่า ส่งผลให้ไม่ได้อยู่ในระดับที่แพงโหดมากนัก” นายประกิตกล่าว


นายประกิตกล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ระดับ PE ที่อยู่ในระดับ 19 เท่าก็ตาม แต่ในทางกลับกันมองว่าไม่ได้ส่งผลต่อดัชนีมากนัก ทั้งยังมีความเชื่อว่าปีหน้าจะดี เพราะฉะนั้นจึงแนะนำนักลงทุนดูที่ Price per Book มากกว่า ซึ่งจะทำให้นักลงทุนได้คำตอบว่า “ตลาดหุ้นไทยไม่ได้แพงมาก”

 

 

AWC ถ่วงค่า PE รวม?

ส่วนประเด็นการเข้าเทรดของหุ้นใหญ่อย่างบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC นั้น จริงๆ แล้วส่งผลกระทบต่อ PE ของตลาดมากน้อยแค่ไหน? นายประกิตกล่าวว่า ก็เป็นไปได้ เพราะหลักการหา PE คือเอามูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแค็ป) หารด้วยราคาตลาด ปรากฎว่ามาร์เก็ตแค็ป AWC ใหญ่ ขณะนี้มีกำไรไม่มาก ทำให้ PE ตลาดดูแพง แต่จะพูดอย่างนั้นไม่ได้ ไม่เช่นนั้นเงื่อนไขจะมากไปหมด ถ้าจะตัดหุ้นตัวนั้นตัวนี้ออกจากการคำนวณค่า PE จึงไม่สามารถระบุเช่นนั้นได้

 

 

นักลงทุนถูกบีบให้ต้องซื้อหุ้น

อย่างไรก็ตามความมั่นใจของนักลงทุนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมที่นักลงทุนคิดว่าตลาดหุ้นจะลงเละ แต่ปัจจุบันตลาดกำลังบีบให้เราเชื่อว่ากำลังจะไปได้ด้วยดี บีบให้เราต้องซื้อ ใครที่ไม่ซื้อก็ถูกบีบให้ซื้อไปก่อน แล้วค่อยว่ากัน ซึ่งสังเกตว่าสถานการณ์แบบนี้เป็นการวนลูป คือ หุ้นมี 3 สเต็ป ขึ้นแล้วลง 30% หลังจากนั้นขึ้นแล้วลงต่อลึกขึ้น แต่เราเชื่อว่าการลงของตลาดหุ้นคือโอกาสซื้อ และเมื่อหลุด 20% ลงมา ในทางเทคนิคมองว่า กำลังเข้าสู่ Bear Market ซึ่งเมื่ออยู่ในระดับนี้ อะไรก็เกิดขึ้นได้ เป็นสัญญาณที่ตลาดหุ้นจะลงได้อีก 50-60% หรือลงแบบน่ากลัว


โดยการลงในลักษณะนี้จะเกิดอะไรขึ้น? การลงในลักษณะนี้สังเกตได้ว่าคนที่โดนต้มกบ มองว่าเป็นโอกาสให้ซื้อ ซึ่งเมื่อลงมากกว่า 20% ก็ยังฝืนอยู่ แต่พอเจอวิกฤติเริ่มรู้แล้วว่าตลาดหุ้นที่ลงมาทั้งหมด เป็นเพราะอะไร อ๋อ! มาจากวิกฤติ Covid-19 ซึ่งเริ่มมีชื่อเรียกแล้ว ส่วน Block Trade จะเป็นตัวช่วยในระยะถัดไป เพียงแต่ตอนนี้คนยังไม่ค่อยกล้าเล่นมาก เนื่องจากกำลังเข็ดขยาด ดังนั้นจะต้องติดตามสัญญาณ Block Trade

 

 

ห่วง NPL แบงก์ในไตรมาส 3 จากผลกระทบการปิดกิจการ-พักชำระหนี้

ต้นปีถึงปัจจุบัน (YTD) หุ้นที่ลงมากที่สุด แต่ฟื้นกลับมาได้น้อยที่สุดคือ “หุ้นกลุ่มธนาคาร” หากสนใจหุ้นกลุ่มนี้ ให้เน้นเล่นระยะสั้น แต่ไม่แนะนำให้ลงทุนระยะยาว เนื่องจากรายได้หุ้นกลุ่มธนาคารลดฮวบฮาบ จากผลกระทบการลดดอกเบี้ย และการพักชำระหนี้ในไตรมาส 2 ทำให้รายได้ธนาคารลดลง นอกจากนี้ยังมีความเสียหายจากการปิดกิจการในช่วงล็อคดาวน์ ซึ่งตัวเลขเหล่านี้จะสะท้อนหลังไตรมาส 2/2563 ผ่านยอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่า NPL ในไตรมาส 3/2563 จะสูงกว่าที่คาด และอาจจะรับมือไม่ไหว


ขณะที่กลุ่มโรงแรมยังต้องรอไปยาวๆ กว่าจะเปิดน่านฟ้าในเดือนกรกฎาคม แต่เมื่ออนุญาตให้เปิดกิจการแล้ว ใช่ว่าจะกลับมา เพราะจากการแพร่ระบาดไวรัส Covid-19 ทั่วโลก ยังคงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ ขณะที่กลุ่มปิโตรเคมี ลงไป 70% กว่าและฟื้นกลับมา 50% กว่าจึงน่าสนใจ เมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น นอกจากนี้หุ้นอีกกลุ่มที่เชียร์คือ “เฮลท์แคร์” โดยเฉพาะผลประกอบการไตรมาส 3/2563 จะดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นประเทศไหนที่เคลียร์ด้านสาธารณสุขได้เร็ว จะเป็นเป้าหมายของการรักษาพยาบาล พูดง่ายๆ ก็คือมีทางเลือกไม่มากสำหรับผู้ป่วยที่ต้องการรับการรักษาแบบพรีเมี่ยม



เพราะฉะนั้นโดยสรุปคุณประกิตยังเชื่อว่า ค่า PE ที่ระดับ 19 เท่า ยังถือว่าไม่แพง เนื่องจาก Price per Book ยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ หุ้นไทยยังไม่แพง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับดาวโจนส์ แต่สิ่งที่จะต้องติดตามคือการประกาศผลประกอบการในไตรมาส 2-4 ซึ่งยังมีหลายเซ็คเตอร์ที่ยังฟื้นกลับมายาก

Share: