วันนี้ ‘การเงินของเรา’...ติด Covid-19 รึยัง?

ณ ตอนนี้ เราคงได้รับผลกระทบจาก Covid-19 ต่อชีวิตของทุกคนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการกระทบต่อการดำรงชีพ การทำงาน และการเงินทำให้หลายๆ คนรู้สึกกังวลว่า เราจะมีชีวิตอยู่รอดในภาวะวิกฤตินี้ได้อย่างไร โดยเฉพาะปัญหาทางด้านการเงิน ดังนั้น เรามาเริ่มตรวจเช็คการเงินว่าติด Covid-19 รึยัง โดยเริ่มจากการตรวจสุขภาพการเงินด้วยตนเองกันก่อน คือ

 

1.รายรับ เราคงจะต้องประเมินว่า เราอยู่ในกลุ่มประเภทที่มีรายได้ที่มีผลกระทบเป็นอย่างไร และคาดว่าจะกระทบไปอีกกี่เดือน อย่างเช่น 3 – 6 เดือน หรือกระทบถึง 1 ปี

 

  • รายรับเพิ่มขึ้นแบบระยะสั้นๆ เช่น ขายอาหารแห้งออนไลน์
  • รายรับคงที่ไม่เปลี่ยนแปลง เช่น พนักงานที่ทำงานในตำแหน่งสำคัญขององค์กร
  • รายรับลดลงตามสภาวะเศรษฐกิจ เช่น ค้าขายทั่วไป เจ้าของธุรกิจ
  • ไม่มีรายรับ เช่น ทำงานในสายงานการท่องเที่ยว สถานบันเทิงร้านอาหาร พนักงานชั่วคราว



2.รายจ่าย แบ่งออกเป็น ‘รายจ่ายจำเป็นเพื่อการดำรงชีพ’ และ ‘รายจ่ายที่เป็นภาระจำเป็นต้องจ่าย’ ส่วนทางด้านรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เราก็ควรจะลดในรายจ่ายส่วนนี้ลงไปก่อนในภาวะวิกฤตินี้

 

  • รายจ่ายจำเป็นต่อการดำรงชีพ เช่น ค่าอาหาร ค่าสาธารณูปโภค ค่าเดินทาง ค่าดูแลครอบครัว
  • รายจ่ายที่เป็นภาระ เช่น ค่าผ่อนชำระหนี้สิน ค่าเช่าซึ่งตามหลักการวางแผนการเงิน เราควรมีภาระผ่อนชำระหนี้สิน < 35  % ของรายได้

 

3.นำ ‘รายรับ’ ลบ ‘รายจ่าย’ เพื่อหา “กระแสเงินสดคงเหลือ” ในแต่ละเดือน ว่าจะเหลือเท่าไหร่ เพื่อทำการประเมินว่า เราจะอยู่รอดได้หรือไม่ หากกระแสเงินสด ‘ติบลบ’ จะได้เตรียมการวางแผนไว้ล่างหน้าเพื่อจะช่วยแก้ไขปัญหานี้

 

4.สำรวจ ‘ทรัพย์สิน’ และ ‘หนี้สิน’ ที่มี พร้อมทั้งทำการประเมินเป็นมูลค่าราคาตลาด ณ ปัจจุบัน

 

  • สินทรัพย์สภาพคล่อง เช่น บัญชีเงินฝาก กองทุนตลาดเงิน โดยหลักการแล้วเราควรมีสินทรัพย์สภาพคล่องที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่ายและมีมูลค่าเงินต้นไม่หายไป โดยควรมีไว้เพื่อเป็นการดำรงสภาพคล่อง ตามหลักการวางแผนการเงิน คือ ไว้สำหรับรองรับค่าใช้จ่ายจำเป็น 3– 6 เดือน แต่ในสถานการณ์ที่กระทบจาก Covidในบางกลุ่มอาชีพ อาจจะต้องมีเผื่อไว้ถึง 1 ปี เพราะอาจได้รับผลกระทบที่ยาวนาน
  • สินทรัพย์ที่ลงทุน เช่น กองทุน หุ้น บ้านเช่า ที่ดิน
  • หนี้สินระยะสั้น เช่น หนี้บัตรเครดิต
  • หนี้สินระยะยาว เช่น หนี้ที่เกิดจากการกู้มาซื้อบ้าน ที่ดิน หรือรถยนต์ โดยเราควรทำการสรุปออกมา ว่า มียอดหนี้คงเหลือ ยอดผ่อนชำระต่องวด และอัตราดอกเบี้ยที่ต้องชำระว่าเป็นเท่าไหร่ เตรียมเป็นข้อมูลไว้สำหรับการบริหารหนี้สิน หรือขอเจรจาประนอมหนี้กับสถาบันการเงิน


5.ทำการประเมิน
‘กระแสเงินสดคงเหลือ’ แบบล่วงหน้า ถ้าหาก ‘ติดลบ’ และสินทรัพย์สภาพคล่องที่มีเก็บไว้ก็ไม่เพียงพอชดเชยกับเงินในส่วนที่ขาดไปก็ถือว่า การเงินของเราอยู่ใน ‘ภาวะเสี่ยง’ ต่อความอยู่รอดในวิกฤตินี้

 

แต่อย่างไรก็ตาม เราสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ โดยทำการวางแผนทางการเงิน เพื่อเป็นยาไว้รักษาการเงินที่ติด Covid คือ เพิ่มรายได้ ลดค่าใช้จ่าย และหาแหล่งเงินสดรับเข้ามาเพิ่ม เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและทำให้เราอยู่รอดในภาวะวิกฤตินี้ได้ อย่างเช่น

 

  • หาช่องทางเสริมรายได้เข้ามาเพิ่มตามความถนัดของเรา
  • ขายสินทรัพย์ที่ไม่จำเป็นออกมาถือเงินสดไว้รองรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็น
  • ติดต่อกับสถาบันการเงินเพื่อขอเจรจาประนอมหนี้ ซึ่งเป็นการลดภาระผ่อนชำระซึ่งในปัจจุบัน แต่ละสถาบันการเงินได้ออกมาตรการช่วยเหลือ1 เช่น สินเชื่อบ้าน เช่าซื้อรถ สินเชื่อบุคคล ก็ได้ออกมาตรการให้ลูกค้า เลือกพักชำระหนี้ ได้ทั้งเงินต้น และดอกเบี้ย หรือจะเลือกพักชำระเงินต้นเพียงอย่างเดียวก็ได้

“นอกจากนี้ ‘หนี้บัตรเครดิต’ ก็มีมาตรการลดขั้นต่ำการชำระเงินจากเดิม 10 % ลดลงมาเหลือ 5 %แต่อย่างไรก็ตามเมื่อตัดสินใจพักชำระหนี้และดอกเบี้ยชั่วคราวแล้ว เราก็ควรจะเตรียมแผนการเงินที่ดี เพื่อเตรียมชำระหนี้รวมถึงดอกเบี้ยจ่ายคืนให้กับสถาบันการเงินในอนาคตอีกด้วย”

 

  • หาโอกาสเจรจาขอลดดอกเบี้ยเงินกู้กับสถาบันการเงิน หรืออาจจะเป็นการกู้เงินกับสถาบันการเงินเพิ่ม โดยมีอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต่ำกว่าที่เดิมเพื่อนำเงินกู้ก้อนนี้ไปชำระหนี้เดิม หรือเรียกว่า การทำรีไฟแนนซ์ซึ่งเป็นการลดภาระของดอกเบี้ย

“จากการตรวจเช็คสุขภาพการเงินของตัวเราเบื้องต้น ก็จะทำให้ทราบว่า วันนี้การเงินของเราติด Covid รึยัง?

 

และหวังว่าพวกเราทุกคนคงจะมีการปรับตัวให้อยู่รอดในสภาวะวิกฤตินี้ได้ ผ่านการมีสภาพคล่องทางการเงินซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้มี ‘สุขภาพการเงินที่แข็งแรง’ กันต่อไปในอนาคต

[1]รายละเอียดมาตรการช่วยเหลือของสถาบันการเงิน https://www.bot.or.th/Thai/FinancialInstitutions/Pages/FI_Support.aspx

 

ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ [email protected],TFPA Facebook Fanpageและ  www.tfpa.or.th

Share: