JWD มั่นใจขายธุรกิจอาหารในไต้หวันมีกำไร พร้อมรับมือวิกฤติ COVID-19 ชูฐานะการเงินแกร่ง

นายชวนินทร์ บัณฑิตกฤษดา ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JWD เปิดเผยว่า แผนการขายหุ้นในบริษัท Chi Shan Long Feng Food Co., Ltd. (ประเทศไต้หวัน) ซึ่งประกอบธุรกิจ Food service นั้น คาดว่าจะทำกำไรต่อบริษัทพอสมควร โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจากับนักลงทุน 2 ราย แต่ติดปัญหา COVID-19 ไม่สามารถเดินทางได้ หากมีความคืบหน้าจะรายงานให้ทราบอีกครั้งภายหลัง


สำหรับทิศทางผลประกอบการช่วงครึ่งปีหลัง 2563 คาดว่าจะมีโอกาสเติบโตดีกว่าช่วงครึ่งปีแรก เนื่องจากจะเป็นช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจ รวมทั้งคาดจะเห็นการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ นอกจากนี้ธุรกิจใหม่ Brage terminal คาดว่าจะเริ่มมีปริมาณตู้สินค้าที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่เดือน มิ.ย. เป็นต้นไปจากก่อนหน้านี้ที่มี 500 – 600 ตู้


ขณะเดียวกันในหลายธุรกิจของบริษัทยังได้รับปัจจัยเชิงบวกจาก COVID-19  ทั้งแวร์เฮาส์ โดยจะเห็นได้ว่าอัตราการใช้บริการปัจจุบันเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 92% ล่าสุดได้นำเสนอบริการใหม่ เช่น Cold Chain Express Delivery หรือ บริการขนส่งควบคุมอุณหภูมิแบบด่วน ทั้งแบบแช่เย็น (Chilled) และ แช่แข็ง (Frozen) คาดว่าไตรมาส 2-4/2563 ยังมีทิศทางการเติบโตต่อเนื่อง


นอกจากนี้ประเมินว่าในช่วงไตรมาส 3-4/2563 การขนส่งระหว่างประเทศคาดจะกลับมาอยู่ในสภาวะปกติ เนื่องจาก ในแต่ละประเทศมีสัญญาณผ่อนคลายประเด็นการล็อกดาวน์แล้ว


ส่วนธุรกิจรับฝากและบริหารยานยนต์ คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการประกาศปิดโรงงานในช่วงที่ผ่านมา ตามภาพรวมอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ที่ได้รับผลกระทบทั่วโลก แต่ประเมินว่าภาพรวมทั้งปี 2563 ยังมีผลกำไร แม้คาดว่าจะลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่คาดว่ายังอยู่ในระดับที่น่าพอใจ


ทั้งนี้จากอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ปรับตัวลดลงนั้น เบื้องต้นคาดว่าจะทำให้รายได้บริษัทในกลุ่มนี้ปรับลดลง 20-30% โดยในส่วนกำไรน่าจะมีผลกระทบบ้าง ซึ่งปัจจุบันบริษัทก็มีงานเข้ามาต่อเนื่อง แต่โรงงานผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์ปิด ซึ่งหากเดือนมิ.ย.กลับมาผลิตได้ คาดว่าจะมีผลต่อรายได้และกำไรของบริษัทบ้าง แต่อย่างไรก็ตามต้องรอดูสถานการณ์ในช่วงครึ่งปีหลัง ว่าอุตสาหกรรมดังกล่าวจะดีขึ้นหรือไม่


อย่างไรก็ตามจากการระบาดของ COVID-19 ทำให้ขณะนี้ประเมินว่าภาพรวมทั้งปี 2563 คาดว่ารายได้จะปรับตัวลดลงจากปี 2562 แต่ถ้าหากทุกอย่างกลับมาได้ดี บริษัทสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ ก็มีโอกาสที่รายได้จะเท่ากับปี 2562 พร้อมยืนยันจะไม่หยุดนิ่งเพื่อรักษาผลประกอบการ


“ให้ช่วงที่มีภาวะโรคระบาด ทางบริษัทก็ได้ดีเลย์ หรือเลื่อนการลงทุนใหญ่ๆออกไปทั้งหมด ยกเว้นบางโครงการที่เริ่มทำงานไปแล้ว พร้อมเดินหน้าลดค่าใช้จ่าย พักชำระหนี้ เตรียมเงินสำรอง ซึ่งปัจจุบันบริษัทถือว่ามีฐานะเงินสดค่อนข้างอยู่ในระดับที่ดี นอกจากนี้บริษัทมีแผนออกหุ้นกู้ใหม่เพื่อทดแทนหุ้นกู้เดิม (Roll Over) ที่จะครบกำหนดในช่วงเดือน พ.ย.2563 นี้ โดยบริษัทเชื่อว่ายังสามารถบริหารจัดการอยู่ในระดับที่ดีได้” นายชวนินทร์ กล่าว

Share: