BKI โตฝ่าวิกฤติตุนเบี้ยประกัน Q1/63 พุ่ง 25% มองธุรกิจประกันท้าทายแต่มีโอกาส มั่นใจทำเบี้ยทะลุเป้า 2.2 หมื่นลบ. 

Highlight

  • คาดได้เบี้ยประกันเมกะโปรเจกต์ครึ่งปีหลัง จากภาครัฐเดินหน้าโครงการลงทุนตามแผน
  • มองเผื่อ COVID-19 ระบาดอีกรอบออกประกันภัยใหม่ “3 โรคกวนใจ เพิ่มภัยโควิด” หวังได้เบี้ยเพิ่ม 100 ล้านบาท
  • รักษาอัตราการต่ออายุกรมธรรม์ ปัจจุบันอยู่ที่ 90% และขยายฐานลูกค้ารายย่อย



ในทุกวิกฤติย่อมมีโอกาส โดยโอกาสจะเป็นของคนที่มองเห็น ท่ามกลางวิกฤติ COVID-19  ที่แพร่ระบาดไปทั่วโลก ผู้ที่มองเห็นหนึ่งในนั้น คือ บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ BKI 


สำหรับ BKI  เป็นบริษัทประกันภัยรายแรกที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัย  COVID-19 ออกมาในตลาด และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จากการที่ผู้บริโภคตระหนักถึงความเสี่ยงด้านสุขภาพและค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลมากขึ้น โดยข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ระบุว่าผู้ซื้อกรมธรรม์ประกันภัย COVID-19 มีจำนวนกว่า 8.15 ล้านกรมธรรม์ คิดเป็นเบี้ยประกันกว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่ง BKI มียอดขายกรมธรรม์ประกันภัย COVID-19 กว่า 6 แสนกรมธรรม์ คิดเป็นเบี้ยประกันกว่า 300 ล้านบาท ถือเป็นแรงหนุนหนึ่งการเติบโตของ BKI ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2563

 

โชว์ผลงานไตรมาส 1/2563

อภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน กรรมการและประธานคณะผู้บริหาร BKI  เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของ BKI มีเบี้ยประกันภัยรับรวมอยู่ที่ 6,136.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการเติบโตของเบี้ยประกันภัยรถยนต์ที่ขยายตัวดี เน้นกลุ่มประกันภัยปีต่อ รวมทั้งประกันภัยเบ็ดเตล็ดจากการขยายงานประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลและประกันภัยสุขภาพผ่านคู่ค้าหรือพันธมิตรทางธุรกิจ มีกำไรสุทธิจากการรับประกันภัยหลังหักค่าใช้จ่ายดำเนินงาน 328.5 ล้านบาท และรายได้สุทธิจากการลงทุน 459.7 ล้านบาท กำไรก่อนภาษีเงินได้ 788.2 ล้านบาท และเมื่อหักภาษีเงินได้แล้ว บริษัทมีกำไรสุทธิ 668.8 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 14.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐานเท่ากับ 6.28 บาท

 

 มั่นใจเบี้ยประกันโตตามเป้า


สำหรับแนวโน้มธุรกิจประกันวินาศภัยไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 อภิสิทธิ์ ประเมินว่า ยังมีปัจจัยบวกหลายประการที่จะส่งผลดีต่อรุกิจ แม้ปัจุบันธุกิจประสบกับความท้าทายทั้งจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างชัดเจน การส่งออกหดตัว ยอดขายรถยนต์ใหม่ที่ชะลอตัวอย่างมาก และผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่สร้างความเสียหายต่อชีวิตมนุษย์และการดำเนินธุรกิจทั่วโลก ซึ่งปัจจัยบวกที่จะสร้างโอกาสให้กับธุรกิจประกันวินาศภัย ได้แก่การที่ผู้บริโภคตระหนักมากขึ้นถึงความเสี่ยงภัยด้านสุขภาพและคำใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล เห็นได้จากตัวเลขผู้ซื้อกรมธรรม์ประกันภัย COVID-19 มีจำนวนมาก ทั้งนี้ อัตราสินไหมทดแทนของประกันสุขภาพมีแนวโน้มที่จะลดลงจากการใช้ชีวิตแบบปกติใหม่ (New Normal)  เช่น การสวมหน้ากาอนามัย การล้างมือเป็นประจำ มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) มาตรการเข้มงวดด้านมาตรฐานความสะอาดและอนามัยในสถานที่ต่าง ๆ เป็นต้น และผู้บริโภคกังวลการเดินทางไปโรงพยาบาลซึ่งอาจจะไม่ปลอดภัยจาก COVID-19 ทำให้ค่าสินไหมทดแทนกรณีผู้ป่วยนอกลดลง รวมทั้ง พบว่ามีการพัฒนานำ Telemedicine มาให้บริการแพร่หลายมากขึ้น

 

นอกจากนี้ กฎกติกาต่างๆ ของภาครัฐที่ผ่อนคลายและยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น สามารถขายประกันภัยระยะสั้นได้ ไม่ว่าจะเป็น รายวัน รายเดือน รายไตรมาส จากที่ต้องขายรายปี อนุญาตให้พักผ่อนชำระเบี้ยประกันได้นานสูงสุด 180 วัน การที่บริษัทประกันสามารถจัดส่งกรมธรรม์แบบ e-Policy ให้ลูกค้าได้ และการเลื่อนการบังคับใช้กฎหมายข้อมูลส่วนบุคคลไปอีก 1 ปี ทำให้ต้นทุนต่างๆ ในการบริหารของบริษัทจัดการลดลง

 

“แม้ว่าสถานการณ์ต่างๆ จะเปลี่ยนแปลงไป แต่บริษัทไม่ได้ปรับแผนงานยังเดินหน้าตามแผนเดิม เราคิดว่าเรายังสามารถเติบโตได้จากโอกาสต่างๆ ทางธุรกิจ ทำให้คาดว่าปีนี้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าจะมีเบี้ยประกันเติบโต 8% หรือ 22,800  ล้านบาทได้ ขณะนี้ไตรมาสแรกเราเติบโต 25.3% ช่วงที่เหลือของปีเราอาจจะไม่โตในสเกลเดิม แต่มีการเติบโตจากไตรมาสแรกเป็นแบคอัพไว้แล้ว” อภิสิทธิ์ กล่าว

 

เปิดกลยุทธ์ดันเบี้ยโตตามเป้าหมาย

อภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า กลยุทธ์ธุรกิจที่จะทำให้สามารถบรรลุเป้าหมายได้ มาจากการรักษาอัตราการต่ออายุและขยายฐานลูกค้ารายย่อย โดยปัจจุบันบริษัทมีอัตราการต่ออายุกรมธรรม์มากกว่า 90% ทั้งนี้ บริษัทเชื่อว่าโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ของภาครัฐที่ได้ รับการอนุมัติงบประมาณแล้วไม่น่าจะเลื่อนออกไป เพราะถือเป็นแรงผยุงเศรษฐกิจ ในจังหวะที่เครื่องยนต์อื่นๆ ทั้งการส่งออก  การท่องเที่ยว การบริโภคเอกชน การลงทุนเอกชน เหล่านี้ได้รับผลกระทบ จึงต้องเร่งผลักดันโครงการต่างๆ ออกมา คาดจะได้เบี้ยจากโครงการเมกะโปรเจกต์ ผนวกกับเบี้ยประกันภัยข้าวนาปี และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพิ่มกว่า 500 ล้านบาท

 

ออกประกันใหม่ "3 โรคกวนใจเพิ่มภัยโควิด" 

ขณะเดียวกัน หลังจากที่ได้ขายประกันภัย COVID-19 ช่วงแรกไปแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาภาครัฐสามารถคุมสถานการณ์ได้ค่อนข้างดี แต่หลังจากคลายล็อกดาวน์ยังคงต้องระวังการติดเซื้อที่อาจจะเพิ่มขึ้นและอาจจะกลับมาระบาดใหม่ได้อีกครั้ง ประกอบกับในช่วงนี้ที่จะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับโดระบาดต่างๆ ที่มาในช่วงฤดูฝน ได้แก่ โรคไข้หวัดใหญ่ และโรคที่มียุงเป็นพาหะ เช่น ไข้เลือดออก ชิคุนกุนยา เป็นตัน และโรคมือ เท้าปากเบื่อย โดยโรคระบาดเหล่านี้ถึงแม้ว่าจะไม่รุนแรงมากแต่ก็ค่อนข้างมีความเสี่ยงและอาจจะทำให้ถึงชั้นเสียชีวิตได้สำหรับคนบางกลุ่มโดยเฉพาะเด็กและผู้ที่มีโรคประจำตัว อาจจะต้องใช้เวลารักษาตัวในโรงพยาบาลอย่างน้อย 2-7 วัน หรืออาจจะนานกว่า 1 สัปดาห์ก็ได้ จึงได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยใหม่ "3 โรคกวนใจเพิ่มภัยโควิด" ให้ความคุ้มครองเจาะจงเฉพาะโรค ได้แก่ โรคไข้หวัดใหย่ โรคมือ เท้า ปากเปื่อย โรคติดต่อที่มียุงเป็นพาหะ และให้ความคุ้มครอง COVID-19 ด้วย มี 2 แผนประกัน เบี้ย 480 บาท และ 980 บาท ระยะเวลาคุ้มครอง  6 เดือน ให้ความคุ้มครองตั้งแต่ 6-70 ปี มีผลประโยชน์ชดเชยปลอบขวัญกรณีเป็นผู้ป่วยติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 วัน และ ผลประโยชน์ชดเชยรายวันด้วย คาดว่าจะได้รับการตอบรับดีและมีเบี้ยประกันภัยจากการขายทุกช่องทาง 100  ล้านบาท


Share: