เลือก “กองตราสารหนี้”...ให้เหมาะสมกับ ‘วัตถุประสงค์’ การลงทุน

“ยุคดอกเบี้ยต่ำ” ระบาดไปทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย ล่าสุดทาง ‘ธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT)’ ก็หั่นดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 0.50% แบบไม่เป็นเอกฉันท์ ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

           

‘ดอกเบี้ยออมทรัพย์’ เฉลี่ย 0.25 – 0.50% ต่อปี ฝากไปต้องทำใจไปเลยทีเดียว!!!

 

แต่ในช่วง ‘วิกฤติ COVID-19’ ทำให้นักลงทุนมองหาสินทรัพย์ปลอดภัย ช่วงเดือนก.พ.-มี.ค.20 มีเงินไหลเข้าเงินฝากเพิ่มขึ้นประมาณ 8 แสนล้านบาท

 

อย่างไรก็ตาม ‘กองทุนตราสารหนี้’ ยังคงเป็นทางเลือกที่เหนือกว่าเงินฝากอยู่นั่นเอง วันนี้ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวที่น่าสนใจมาฝากกันเช่นเคย

 

 

“เลือดหยุดไหล”...จาก ‘กองทุนตราสารหนี้’ แล้ว

 

ช่วงที่ผ่านมาหลังจากมีการ ‘ปิด 4 กองทุนตราสารหนี้’ ของบลจ.แห่งหนึ่ง ก็ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมในภาพรวมด้วยเช่นกัน

         

โดย “ชัชชัย สฤษดิ์อภิรักษ์” Chief Investment Officer บลจ.กสิกรไทย จำกัด ยอมรับว่า ในช่วงที่ผ่านมานั้น ในภาพรวมช่วงเดือนมี.ค. มีการขายออกจาก ‘กองตราสารหนี้ระยะสั้น’ ที่มาอายุเฉลี่ยของตราสาร 3 – 12 เดือน และ ‘กองตราสารหนี้ทั่วไป’ ที่มีอายุเฉลี่ยของตราสารมากกว่า 1 ปี รวมกว่า 4 แสนล้านบาท ส่วนหนึ่งไปไหลเข้า ‘กองทุนตราสารตลาดเงิน’ ที่มีอายุเฉลี่ยของตราสารต่ำกว่า 3 เดือน ประมาณ 9 หมื่นล้านบาท ส่วนที่เหลือก็ไหลเข้าสู่เงินฝากธนาคาร

           

ช่วงเดือนเม.ย. การขายเหลือเพียงระดับหมื่นล้านบาทเท่านั้น ในขณะที่เข้าสู่เดือนพ.ค.ก็เริ่มเห็นการกลับเข้ามาซื้อในกองตราสารหนี้แล้ว ช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมาประมาณ 7,000 – 8,000 ล้านบาท และเชื่อว่านักลงทุนเริ่มมีความเข้าใจและเหตุการณ์เช่นที่เกิดขึ้นมากับกองทุนตราสารหนี้ที่ปิดไปจะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต

 

 

           

“ปัจจุบันนักลงทุนมีความเข้าใจมากขึ้น ทราบว่าความเสี่ยงด้านราคาจากอัตราดอกเบี้ย เป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นเพียง ‘ชั่วคราว’ เกิดขึ้นแล้วก็จะจบไป ต่างกับความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ ในช่วง 2 เดือนก่อนที่เกิดเรื่องขึ้น จะเห็นว่า Credit Spread ของโลกปรับตัวสูงขึ้น ในหุ้นกู้ Investment Grade ก็เช่นกัน ทำให้ราคาปรับลดลง ซึ่งเกิดการไปแห่ขายกันในช่วงนั้นพอดี ซึ่งปัจจุบัน Credit Spread ก็ปรับลงมาแล้ว หากลงทุนมาถึงปัจจุบันก็เรียกว่ากลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว เชื่อว่านักลงทุนส่วนใหญ่ได้เรียนรู้แล้วในเรื่องนี้”

 

โอกาสลงทุนใน “หุ้นกู้”...คุณภาพดี ด้วย ‘ผลตอบแทน’ ที่น่าสนใจขึ้น

        

เช่นเดียวกับ ‘ตลาดหุ้นกู้’ ที่มีความกังวลในช่วงแรกว่าอาจประสบปัญหาความต้องการลงทุนของนักลงทุนหดหาย จนภาครัฐต้องยื่นมือเข้ามาดูแลนั้น

           

ชัชชัยมองว่า เห็นด้วยกับมาตรการของภาครัฐที่เข้ามาดูตลาดตราสารหนี้ แต่ในช่วงที่ผ่านมาพบว่า ‘หุ้นกู้ Investment Grade’ ของหลายบริษัทที่ออกมาขายนั้น สามารถขายหมด เรียกว่ามีไม่พอกับความต้องการด้วย ในช่วงที่ Credit Spread ของโลกปรับตัวขึ้นนั้น ในไทยเองก็ปรับตัวขึ้นด้วยเช่นกัน ทำให้ผลตอบแทนของหุ้นกู้ในไทยปรับตัวสูงขึ้นมาด้วยเช่นกัน และปกติผู้ออกหุ้นกู้ก็จะดูความต้องการของตลาดด้วย ในช่วงที่ผ่านมาก็มีการปรับผลตอบแทนเพิ่มขึ้นมาด้วยเช่นกัน ตรงนี้มองเป็นโอกาสในการลงทุนในหุ้นกู้คุณภาพดีในระยะกลาง-ยาว โดยเน้นไปที่หุ้นกู้อายุไม่เกิน 3 ปี เรทติ้งเน้น A+ ขึ้นไป

 

 
“เศรษฐกิจไทยอาจจะฟื้นตัวช้า แต่วิกฤติรอบนี้ฐานะการเงินของบริษัทส่วนใหญ่ยังโอเค ต่างกับวิกฤติต้มยำกุ้ง แม้รายได้อาจจะไม่ได้เท่าเดิม แต่หนี้สินต่อทุน (D/E) น้อย ความสามารถในการหากระแสเงินสดมาหมุนเวียนก็ยังไหว ต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายต่อต้นทุนรวมทั้งหมดแค่ 2 – 5% เท่านั้นเอง ช่วงต้มยำกุ้งสัดส่วนนี้สูงถึง 20 – 30% D/E เฉลี่ย 3 เท่า ดอกเบี้ยก็สูงเป็น 10% ดังนั้นสภาพตอนนี้ดีกว่ามาก ควรเลี่ยงหุ้นกู้ของบริษัทที่มี D/E เยอะมากกว่า 2 เท่าก็ไม่โอเคแล้ว และเป็นธุรกิจอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยง”

 

ลงทุน “กองตราสารหนี้”...ตาม ‘วัตถุประสงค์’

         

ในส่วนของ “นักลงทุนต่างชาติ” เองนั้น ชัชชัย มองว่า แนวโน้มยังคงขายสุทธิต่อเนื่องในตลาดตราสารหนี้ไทย แต่เป็นสิ่งที่เราคาดไว้อยู่แล้ว เพราะจะมีการเพิ่มน้ำหนัก ‘จีน’ ในดัชนี EM Bond Index นั่นจะทำให้น้ำหนักของไทยลดลงด้วย อย่างไรก็ตามด้วยสภาพคล่องในระบบของไทยยังมีเป็นจำนวนมาก ดังนั้น การระดมทุนของภาครัฐนั้น เม็ดเงินในประเทศยังสามารถรองรับได้อย่างสบาย และดอกเบี้ยของโลกและไทยเองยังคงจะต่ำไปอย่างนี้อย่างน้อยก็อีก 12 เดือนข้างหน้า

 

 

           
ในภาวะดอกเบี้ยต่ำเช่นนี้ กลุ่ม “กองทุนตราสารหนี้” ยังคงเป็นทางเลือกให้กับนักลงทุนได้เป็นอย่างดี ผลตอบแทนดีกว่าเงินฝากแน่นอน แต่สำคัญ คือ ควรลงทุนไปตาม ‘วัตถุประสงค์’ เป็นสำคัญ ถ้าต้องการ ‘สภาพคล่อง’ มากไว้พักเงิน ก็ลง ‘กองตราสารตลาดเงิน’ ตรงนี้ NAV ไม่ผันผวน ผลตอบแทนน้อยหน่อย หรืออยากล็อกผลตอบแทนเอาไว้ ก็ลงทุน ‘Term Fund’ ไป

 

ถ้าอยากได้ผลตอบแทนที่มากขึ้นก็ต้องไปลงทุนในกลุ่ม ‘กองตราสารหนี้ระยะสั้น’ และ ‘กองตราสารหนี้ทั่วไป’ ผลตอบแทนก็จะดีขึ้น แต่ต้องเข้าใจว่าจะไม่มานั่งดู NAV รายวัน ที่อาจจะมีความผันผวนขึ้นลงระหว่างวันได้

 

“สำคัญในส่วนของพอร์ตกองตราสารหนี้เอง ก็ควรมีการกระจายไปอย่างเหมาะสมเช่นกัน ไม่ทุ่มไปในประเภทใดประเภทหนึ่งเพียงอย่างเดียว ”

 

ใน “ยุคดอกเบี้ยต่ำ” เช่นนี้ เงินฝากแบงก์เพียงอย่างเดียวอาจไม่ตอบโจทย์ในเรื่องของ ‘ผลตอบแทน’ การผสมผสานกลุ่ม ‘กองทุนตราสารหนี้’ เข้ามาก็น่าจะช่วยตอบโจทย์ให้กับพอร์ตการลงทุนของคุณได้เป็นอย่างดี

Share: