ราคาหุ้นกลุ่มแบงก์คัมแบคยกแผง ลุ้นกำไรครึ่งปีหลังฟื้น-เงินปันผลเด่น

ภาพเศรษฐกิจทั่วโลกที่เริ่มฟื้นตัวขึ้นหลังจากแต่ละประเทศมีการผ่อนคลายมาตรการปิดเมือง (Lockdown) พร้อมทั้งการอัดฉีดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยเม็ดเงินมหาศาลออกมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลดีต่อบรรยากาศการลงทุนซึ่งตลาดหุ้นทั่วโลกตอบรับ เช่นเดียวกับตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวขึ้นมาต่อเนื่อง แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มหลายๆ กลุ่ม ปัจจุบันดัชนีหุ้นไทยขึ้นมายืน 1,330-1,350 จุด มีโอกาสขึ้นไปถึง 1,400 จุดในรอบนี้ จากที่ก่อนหน้านี้คาดการณ์กันว่าจะมีการย่อตัวลงไปมา ทำเอาหลายคนเสียดาย...คิดว่าตกรถไฟในรอบนี้เสียแล้ว


จากดัชนีหุ้นไทยที่ยังไต่ระดับต่อเนื่อง ก็มาถึงคิวของกลุ่มแบงก์บ้าง ซึ่งหุ้นกลุ่มแบงก์ถือว่าเป็น “หุ้น Laggard” เพราะราคาปรับขึ้นช้ากว่ากลุ่มอื่น ๆ ตั้งแต่ต้นสัปดาห์การซื้อขายกลุ่มแบงก์ค่อนข้างคึกคัก ย้อนไปดูสถิติ 5 วันทำการ พบว่า ดัชนีกลุ่มแบงก์ปิดวันที่ 27 พ.ค. 2563 ที่ 283.66 จุด เพิ่มขึ้น 3.81%


ขณะที่วันนี้ (28 พ.ค. 2563) ปิดตลาดช่วงเช้าบวกเพิ่ม 10.11 จุด หรือ 3.56% ดัชนีอยู่ที่ 293.77 จุด โดยหุ้นปรับตัวขึ้นยกแผง นำโดย ธนาคารกรุงเทพ หรือหุ้น BBL ปิดที่ 107.50 บาท เพิ่มขึ้น 5.00 บาท หรือ 4.88% ตามมาด้วย ธนาคารกสิกรไทย หรือหุ้น KBANK ปิดที่ 94.75 บาท เพิ่มขึ้น 4.25 บาท หรือ 4.70%  ขณะที่ธนาคารทิสโก้ หรือหุ้นTISCO ปิดที่  74.75 บาท เพิ่มขึ้น 3.00 บาท หรือ 4.18% ส่วนธนาคารไทยพาณิชย์ หรือหุ้น SCB ปิดที่ 73.75      บาท เพิ่มขึ้น 2.25 บาท หรือ 3.15% เป็นต้น

 

ที่มา : settrade

 

 

นักลงทุนสถาบันเข้าซื้อดันราคาพุ่ง

อดิสรณ์ มุ่งพาลชล รองผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด ให้มุมมองว่า ขณะนี้ปัจจัยพื้นฐานของกลุ่มหุ้นแบงก์ไม่เปลี่ยนแปลง การขยายตัวของสินเชื่อไม่เติบโตมากนัก แนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPLs) เพิ่มขึ้น ซึ่งราคาน่าจะ Bottom Out (ผ่านจุดต่ำสุด) ไปแล้ว ซึ่งการซื้อขายในช่วง 2-3 วันนี้และราคาหุ้นกลุ่มแบงก์ที่ปรับตัวขึ้น น่าจะมาจากกลุ่มนักทุนสถาบัน เนื่องจากถ้าดูตามดัชนี กลุ่มแบงก์เป็นกลุ่มที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ค่อนข้างใหญ่ กลุ่มกองทุนที่เล่นตามดัชนีน่าจะเป็นกลุ่มที่เข้าซื้อ


ทั้งนี้ มองว่าราคาน่าจะยังไปต่อได้อีก แม้ว่าในช่วงไตรมาสที่ 2/2563 อาจจะอ่อนแอลงกว่าช่วงไตรมาสแรก แต่จากสถานการณ์ต่างๆ ที่ปรับดีขึ้น ทำให้มีลุ้นผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลัง 2563 น่าจะดีขึ้น จึงมีการเข้าซื้อ ส่วนเงินปันผล หุ้นกลุ่มแบงก์มีการจ่ายปันผลต่อเนื่อง ซึ่งหุ้นแบงก์กลางจ่ายปันผลค่อนข้างดี เช่น TISCO และธนาคารเกียรตินาคิน หรือ KKP มีอัตราเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) 6-7% ส่วนธนาคารขนาดใหญ่อยู่ที่ราว 3-4% ซึ่งหุ้น Top Pick ที่เราแนะนำ คือ KKP ราคาเป้าหมายที่ 50 บาท

 

 

ลุ้นผลประกอบการครึ่งหลังฟื้นตัว

ตฤณ สิทธิสวัสดิ์ ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด คาดว่าผลประกอบการของกลุ่มแบงก์จะอ่อนลงในช่วงไตรมาสที่ 2/2563 แต่จะฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงไตรมาส 3/2563 ทำให้เรายังคงประมาณการณ์กำไรสุทธิของกลุ่มในปี 2563 ที่ 1.51 แสนล้านบาท หดตัว 3.5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยคาดหวังการฟื้นตัวตั้งแต่ช่วง ไตรมาส 3/2563 เป็นต้นไป สอดคล้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เริ่มกลับมาหลังทยอยเปิดเมืองตั้งแต่กลางเดือน พ.ค.

 

 

คาดจ่ายปันผล 4-10%

อย่างไรก็ดี แม้กำไรของกลุ่มไม่โดดเด่น เนื่องจากการตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาสแรก รายได้ค่าธรรมเนียมที่หดตัวและรับรู้ผลจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ย แต่ด้วยราคาหุ้นกลุ่มแบงก์ที่ปรับลงมานานจน SETBANK ซื้อขายที่ระดับ PBV 0.5x ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลังในช่วง 5 ปี – 2 S.D. อีกทั้งคาดเป็นกลุ่มที่ยังสามารถจ่ายปันผลได้ในระดับที่โดดเด่นราว 4-10% เราจึงคงน้ำหนักการลงทุนของกลุ่มที่ “เท่ากับตลาด” โดยเลือก TMB (TP@1.14) เป็น Top Pick ของกลุ่ม จากคาดมีกำไรโตเด่นสุดในกลุ่มหลังรวมงบของธนาคารธนชาต (TBANK) เข้ามาเต็มปีเป็นครั้งแรก ขณะที่ราคาหุ้นซื้อขายที่ PBV ต่ำเพียง 0.5x ส่วนแบงก์ใหญ่เราแนะนำ SCB (TP@150) เนื่องจากเป็นหนึ่งในแบงก์ที่ได้อานิสงค์จากความต้องการสินเชื่อเสริมสภาพคล่องของภาคธุรกิจที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งมีรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยกว่า 80% เป็น Recurring Income จากธุรกิจ Bancassurance และธุรกิจ Wealth Management ทำให้มี Downside ของประมาณการกำไรในปีนี้น้อยกว่าแบงก์ใหญ่อื่น

 

 

ธปท. มั่นใจแบงก์ไทยแกร่ง แม้หนี้เสียทะลัก

ปีนี้เป็นอีกปีที่ธนาคารพาณิชย์เผชิญกับความท้าทาย สะท้อนออกมาจากผลการดำเนินงานของระบบธนาคารพาณิชย์  โดย ธาริฑธิ์ ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตรวจสอบและวิเคราะห์ความเสี่ยงสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)  เปิดเผยผลการดำเนินงานของระบบธนาคารพาณิชย์  (รวมทั้งสิ้น 30 แห่ง) ไตรมาส 1 ปี 2563 ว่า ระบบธนาคารพาณิชย์มีความมั่นคง โดยมีเงินกองทุนทั้งสิ้น 2.836 ล้านล้านบาท หรืออัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS ratio) ที่ 18.7%  เงินสำรองอยู่ในระดับสูงที่ 7.192 แสนล้านบาท หรืออัตราส่วนเงินสำรองที่มีต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL coverage ratio) ที่ 143.3% และอัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่องเพื่อรองรับกระแสเงินสดที่อาจไหลออกในภาวะวิกฤต (Liquidity Coverage Ratio หรือ LCR) ที่ 185.7%


ส่วนคุณภาพสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2563 ด้อยลงจากสิ้นปี 2562 จากผลกระทบทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงเกณฑ์การจัดชั้นตามมาตรฐานบัญชีใหม่ TFRS 9 โดยยอดคงค้างสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPLs หรือ stage 3) อยู่ที่ 4.968 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน NPLs ต่อสินเชื่อรวมที่ 3.05% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ 2.98% ขณะที่สัดส่วนสินเชื่อที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวม (Significant increase in credit risk: SICR หรือ stage 2) อยู่ที่ 7.70% 


“แนวโน้มหนี้ด้อยคุณภาพที่เพิ่มขึ้นไม่น่าแปลกใจ เพราะปกติสถาบันการงินเป็นภาพสะท้อนระบบเศรษฐกิจ เมื่อระบบเศรษฐกิจแผ่วลง เป็นไปได้ที่ NPLs จะปรับสูงขึ้น ส่วนในอนาคต NPLs จะเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับ 1.มาตรการจากภาครัฐที่เข้าไปช่วยเหลือ 2.ผู้ประกอบการปรับตัวมากน้อยเพียงใด และ 3.สถาบันการเงินช่วยเหลือลูกหนี้ได้มีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด รวมทั้ง ปัจจัยเศรษฐกิจในประเทศและต่างประเทศด้วย” ธาริฑธิ์ ระบุ

 

 

แนะแบงก์พิจารณานโยบายจ่ายปันผลเสริมฐานเงินกองทุนฯ

ทั้งนี้ Wealthy Thai ได้สอบถามเพิ่มเติม กรณีที่ก่อนหน้านี้ ธนาคารกลางสหรัฐ(FED) แนะนำให้ธนาคารพาณิชย์สหรัฐหยุดการจ่ายปันผลเพื่อป้องกันปัญหาขาดสภาพคล่องในอนาคต นั้น ในส่วนของไทย ธาริฑธิ์ ให้คำตอบว่า ธปท. สนับสนุนให้ธนาคารพาณิชย์เสริมสร้างระดับเงินกองทุนให้มีความแข็งแกร่ง รองรับผลกระทบจากความผันผวนทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป แม้ว่าภาพรวมระบบธนาคารพาณิชย์ในปัจจุบันจะมีเงินกองทุนในระดับสูงที่ 18.7% ดังนั้น ธนาคารพาณิชย์จึงควรพิจารณาการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของเงินทุนในระยะข้างหน้าในการพิจารณานโยบายการจ่ายเงินปันผลของธนาคาร


ส่วนกรณีความกังวลปัญหาขาดสภาพคล่อง ธาริฑธิ์ กล่าวว่า ระบบธนาคารพาณิชย์มีสภาพคล่องในระดับสูง สะท้อนจากอัตราส่วน LCR ในระดับสูงที่ 185.7% ซึ่ง ธปท.ได้ให้ธนาคารพาณิชย์รายงานสภาพคล่องเป็นประจำ โดยประเมินผลจากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้และพักชำระหนี้ ผลประเมินพบว่าระดับสภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์อยู่ในระดับที่ธนาคารสามารถบริหารจัดการได้ นอกจากหนี้ ธปท. มีทีมงานที่คอยติดตามผลกระทบต่อสภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์อย่างใกล้ชิด       

Share: