BAM รับ COVID-19 กดรายได้ลดลง 15% เร่งสร้างยอดขาย พร้อมลดราคาดึงลูกค้าเพิ่ม

นายสันธิษณ์ วัฒนกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เปิดเผยว่า ถ้าหาก COVID-19 คลี่คลายในช่วงไตรมาส 2 หรือต้นไตรมาส 3/2563 และหากบริษัทสามารถเพิ่มผลเรียกเก็บเงินสดได้มากขึ้น คาดว่าจะกระทบต่อรายได้ของบริษัทปีนี้ลดลงประมาณ 15% เทียบกับเป้าหมายที่กำหนดไว้ อย่างไรก็ตามต้องรอดูงบไตรมาส 2 ก่อน รวมทั้งการเร่งผลประกอบการไตรมาส 3-4/2563 จากผู้ซื้อสินทรัพย์รอการขาย (NPA) รายย่อยในระดับกลาง-ล่าง ที่ยังมีการซื้อขายต่อเนื่องและขออนุมัติตามปกติ ขณะที่กลุ่มที่ซื้อสินทรัพย์รายใหญ่ชะลอตัว


สำหรับผลประกอบการในช่วงไตรมาส 1/2563 ของบริษัทอยู่ในระดับใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา เนื่องจากการทำธุรกิจจะพูดคุยกับลูกค้าล่วงหน้า ให้เวลาลูกค้าเตรียมเงินมาชำระ หรือโอนสินทรัพย์ จะเห็นได้ว่าไตรมาสแรกไม่ได้รับผลกระทบมากมายจาก COVID-19  แต่การระบาด COVID-19  ที่รุนแรงเข้ามาในช่วงเดือนมี.ค. บริษัทจึงอยู่ระหว่างประเมินว่าจะมีผลกระทบกับไตรมาส 2/2563 จะเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งขณะนี้พบว่ามีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ


ดังนั้น หากบริษัทสร้างสินค้าที่น่าสนใจในการขาย เชิญลูกหนี้เข้ามาเจรจาให้เกิดแรงจูงใจจบหนี้ เพื่อให้ผลเกิดในไตรมาส 3-4/2563 โดยเบื้องต้นอาจจะมีการลดราคา 10-15% ของราคาที่ตั้งขาย อย่างไรก็ตามขอดูผลกระทบยอดผลเรียกเก็บในไตรมาส 2/2563 พร้อมกับวางกลยุทธ์ในการสร้างยอดขายในไตรมาส 3-4/2563 ต่อไปตามลำดับ


นอกจากนี้ในช่วงที่เกิดการระบาดของ COVID-19 ส่งผลให้ธนาคารนำ NPA และหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ออกมาขายจำนวนมากเทียบกับปีก่อน โดยจะเห็นได้ว่าขณะนี้ได้นำออกมาขายแล้วกว่า 40,000 ล้านบาท มองว่าเป็นโอกาสเข้าไปเลือกซื้อเพิ่มเต็ม แต่บริษัทจะเลือกซื้อในราคาที่เหมาะสมขึ้น ซึ่งตั้งแต่ต้นปี 2563 บริษัทซื้อ NPA และ NPL มาแล้วกว่า 6,000 ล้านบาท


“เดิมปี 2563 เราคาดหวังจะมีรายได้ประมาณ 1 หมื่นล้านบาทปลายๆ จากปีก่อนมีรายการพิเศษ 5 พันล้านบาท หากตัดรายการพิเศษออกไปก็ยังมีการเติบโต แต่ปี 2563 การระบาดของ COVID-19 มีผลกระทบกับบริษัท และเศรษฐกิจทั้งประเทศ ซึ่งไตรมาส 1 ไม่ได้กระทบมากมาย ต้องดูไตรมาส 2 จะกระทบแค่ไหน ก็มาถึงวันนี้กระทบอย่างมีนัยสำคัญ เราก็เลยต้องวางกลยุทธ์ดึงลูกค้า เพื่อให้ผลออกไตรมาส 3-4 แต่อย่างไรก็ตามในปี 2563 หาก COVID-19 จบในในช่วงไตรมาส 2 หรือต้นไตรมาส 3/2563 และบริษัทสามารถเข้าไปเพิ่มผลเรียกเก็บในไตรมาส 3-4/2563 คิดว่าผลกระทบในปลายปี 2563 จะอยู่ที่ระดับ 15% เทียบกับเป้าหมายที่วางไว้”นายสันธิษณ์ กล่าว


ขณะที่ประเด็นบริษัทได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อลง 0.25% ต่อปี โดยบริษัทมีลูกหนี้ประมาณ 80,000-90,000 ราย ซึ่งมีแผนเพิ่มลูกหนี้ TDR เพื่อสร้างกระแสเงิน โดยปัจจุบันมีจำนวน 7,000 ราย ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์เพิ่มลูกค้าที่มีการผ่อนชำระเข้ามา ดังนั้นอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง มีผลต่อรายได้ดอกเบี้ย แต่ถือว่าไม่มากนัก โดยสิ่งที่บริษัทจะได้อานิสงส์ คือ ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยลดลงอย่างมาก  

Share: