ปีนี้คนตกงานเท่าวิกฤตต้มยำกุ้ง สภาพัฒน์ชี้ "เสี่ยง" ตกงาน 8.4 ล้าน พิษโควิด

 

สัญญาณน่ากลัวของปีนี้ คือ คนตกงานเพิ่มขึ้นไม่พอ ยังมีคนจนเพิ่มขึ้นอีกด้วย จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ยาวนานตลอดครึ่งปีแรก สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ออกมาเปิดรายงานภาวะสังคมไทยในไตรมาสแรกปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ช่วงปลายไตรมาสแรก ดังนั้น อัตราการว่างงงานยังอยู่ในระดับต่ำ หนี้สินครัวเรือนชะลอการขยายตัว แม้แต่การเจ็บป่วยด้วยโรคเฝ้าระวังก็ลดลง


โดยนายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) กล่าวว่า ไตรมาสแรก การจ้างงานหรือผู้มีงานทำ มีจำนวน 37.42 ล้านคน ลดลงเพียง 0.7% ซึ่งเป็นผลมาจากภาคเกษตรกรรม ที่จ้างงานลดลงราว 3.7% เพราะปัญหาภัยแล้งที่รุนแรงตั้งแต่กลางปีที่แล้ว ทำให้การจ้างงานภาคเกษตรลดหายไปถึง 3.7% โดยสิ้นไตรมาสแรก มีแรงงานที่รอฤดูกาลถึง 3.7 แสนคน สูงที่สุดในรอบ 7 ปี


ขณะที่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังอยู่ในพื้นที่จำกัด จึงยังไม่แสดงผลกระทบต่อการจ้างงงานภาคบริการที่เกี่ยวเนื่องกับท่องเที่ยวมากนัก และผู้ประกอบการยังรอดูสถานการณ์อยู่ จึงทำให้การจ้างงานนอกภาคเกษตร ยังขยายตัวได้เล็กน้อยราว 0.5%


แต่ก็มีสัญญาณของผลกระทบบ้างแล้ว คือ ชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยภาคเอกชนลดลง 42.8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่อยู่เฉลี่ย 43.5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และพบว่าคนทำงานมากกว่า 50 ชั่วโมงขึ้นไปต่อสัปดาห์ มีจำนวนลดลง9% ฝั่งสถานประกอบการมีการหยุดกิจการชั่วคราวจำนวนทั้งสิ้น 570 แห่งและมีแรงงานที่ต้องหยุดงาน แต่ยังได้รับเงินเดือน 121,338 คน


“ทำให้ผู้ว่างเพิ่มขึ้นเป็น 1.03% หรือจำนวน 3.94 แสนคน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน สอดรับกับจำนวนผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในไตรมาส 1ที่มีเพิ่มขึ้น 3% หรือจำนวน 1.7 แสนคน และยังมีผุ้ว่างงานแฝงอีกจำนวน 4.48 ล้านคน”


ส่วนค่าจ้างที่แท้จริงภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 3.2% ผลิตภาพแรงงานลดลง 1%จากทั้งภาคเกษตรและนอกภาคเกษตร

 

 

แนวโน้มปีนี้เสี่ยงตกงาน 8.4 ล้านคน

แนวโน้มในไตรมาส 2 ปีนี้ สภาพัฒน์ ระบุว่า ทั้งผลกระทบของโควิด และปัญหาภัยแล้งรุนแรง จะเห็นผลชัดเจนทั้งการจ้างงาน และการว่างงาน และชัดเจนยิ่งขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง แต่ก็คาดหวังว่า ช่วง 2 ไตรมาสหลัง จะมีผลของการจัดแพคเกจไทยเที่ยวไทย ที่จะทำให้ดีขึ้นโดยปีนี้ทั้งปีคาดว่า อัตราการว่างงาน 3-4% หรือไม่เกิน 2 ล้านคน ภายใต้สถานการณ์ใช้เงินของมาตรการ 4 แสนล้านบาท มีการคลายล็อคดาวน์และภาคธุรกิจกลับมา


แต่หากไม่มีเงินจากมาตรการฯ 4 แสนล้านบาท จะเห็นการตกงานมากกว่า 2 ล้านคน ซึ่งปีนี้คนตกงานจำนวนมากสุด พอๆกับช่วงที่วิกฤตต้มยำกุ้ง(ปี 2540)


สำหรับมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก 4 แสนล้านบาท ตั้งเป้าหมายว่าจะเกิดการจ้างงานได้ราว 2-3 แสนคน ซึ่งนับรวมการจ้างงานชั่วคราว ด้วย


ทั้งนี้ ในรายงานสภาพัฒน์ ได้ระบุ 2 ปัจจัยสำคัญ ที่จะทำให้คนตกงานไม่เกิน 2 แสนล้านบาท ได้แก่ 1. สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโควิดได้และครึ่งหลังของเดือน พ.ค. เริ่มผ่อนมาตรการควบคุม ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจบางประเภท สามารถเปิดดำเนินการได้มากขึ้น และ2. รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือและฟื้นฟูเศรษฐกิจ ที่เน้นกระตุ้นให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่ชุมชน ภายใต้งบประมาณ 4 แสนล้านบาท ซึ่ง 50% เป็นการสร้างเศรษฐกิจฐานรากใหม่ ทั้งด้านอาหาร ท่องเที่ยว สาธารณูปโภค เช่น สร้างแหล่งน้ำ ทำโครงการเกี่ยวกับโลจิสติกส์ และ 3 ภาคเกษตร สามารถรองรับคนว่างงานได้บางส่วน

 

 

เจาะลึกคนตกงานจากโควิด-ภัยแล้ง

พร้อมกันนี้ นายทศพร ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้มี 2 ปัจจัยหลักที่กระทบต่อการจ้างงาน ซึ่งปัจจัยแรกการแพร่ระบาดโควิด ทำให้มี “ความเสี่ยง”การเลิกจ้างทั้งสิ้น 8.4 ล้านคน แบ่งเป็นแรงงาน 3 กลุ่มซึ่งได้รับผลกระทบจากปัจจัยโควิด-19 ดังนี้


กลุ่มแรก แรงงานในภาคท่องเที่ยว 3.9 ล้านคน (ไม่รวมกลุ่มค้าส่งและค้าปลีก) ที่ได้รับผลกระทบจากนักท่องเที่ยวต่างชาติและในประเทศ ลดลงถึง 2.5 ล้านคน


กลุ่มที่สองแรงงานในภาคอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า ช่วงก่อนเกิดโควิด และต่อเนื่องจนเกิดโควิด ทำให้ความต้องการทั้งในและต่างประเทศลดลง ซึ่งคาดว่าจะกระทบต่อการจ้างงานภาคอุตสาหกรรมจำนวน 1.5 ล้านคน จากทั้งหมด 5.9 ล้านคน


กลุ่มที่สาม แรงงานในภาคบริการอื่นที่ไม่ใช่การท่องเที่ยว เช่นสถานศึกษา ตลาดสด ห้างสรรพสินค้า สนามกีฬา ปีนี้คาดว่ากระทบต่อการจ้างงาน 4.4 ล้านคนจากทั้งหมด 10.3 ล้านคน


ส่วนปัญหาภัยแล้งที่รุนแรง กระทบต่อการจ้างงานภาคเกษตรจำนวนรวม 6ล้านคน โดยประเมินจากเดือนเม.ย. ได้ประกาศเขตภัยแล้ง 26 จังหวัด มีเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจำนวน 3.9 ล้านคน และยังมีเกษตรกรในพื้นที่อื่นที่มีน้ำน้อยอีกจำนวน 2.1 ล้านคน และแรงงานที่รอฤดูกาลอีก 3.7 แสนคน


“กรณีเสี่ยงถูกเลิกจ้าง 8.4 ล้านคน ซึ่งมีหลายอย่าง เช่นเลิกจ้าง การชะลอจ้างงาน ในช่วงระหว่างทาง อาจมีการเคลื่อนย้ายแรงงานไปสาขาอื่นก็ได้ เหมือนปี 2540 ที่คนในภาคการเงินก็เคลื่อนย้ายหมุนเวียนไปทำสาขาอื่น เราพยายามใช้เงินของ 4 แสนล้านบาท ลงพื้นที่ชุมชนต่างๆ สร้างงานรองรับคนตกงานที่กลับบ้าน และเด็กจบใหม่ ซึ่งกลุ่มนี้มีโอกาสได้งานมากกว่า เพราะมีทักษะด้านเทคโนโลยีมากกว่า แต่แน่นอนว่าเงินตรงนี้อาจรองรับได้แค่บางส่วน “นายทศพร กล่าว

 

 

คนจนเพิ่มขึ้นอ่วมแบกหนี้

สำหรับปัญหาหนี้ครัวเรือน นายทศพร กล่าวยอมรับสภาพว่า ในภาพรวมสถานการณ์โควิดที่กระทบต่อเศรษฐกิจหดตัว จะเห็นการใช้จ่ายภาครัวเรือนลดลง และเห็นคนจนเพิ่มขึ้น


ทั้งนี้ ไตรมาส 4/2562 สถานการณ์หนี้ครัวเรือนมีมูลค่า 13.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% ชะลอตัวจากไตรมาสก่อนหน้าที่อยู่ 5.5% ซึ่งเป็นผลจากสินเชื่อทุกประเภทปรับตัวลดลง แต่หากดูสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP(มูลค่าเศรษฐกิจไทย) อยู่ที่ 79.8% สูงที่สุดรอบ 14 ไตรมาส นับจากไตรมาส 3/2559 ซึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงเร็วกว่าการชะลอตัวของหนี้ครัวเรือน


สำหรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือนของไทยในไตรมาส 4ปี 2563 พบว่า หนี้เพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์สัดส่วน 33.7%ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมด หนิ้เพื่อการบริโภคส่วนบุคคล 32.1% หนี้อเพื่อการประกอบธุรกิจ 17.9% หนี้ผ่อนรถ สัดส่วน 12.8%และอื่นๆ 3.4% ซึ่งจะเห็นหนี้อุปโภคส่วนบุคคลที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น


ในส่วนของหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เพื่อการบริโภคของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ มีมูลค่า 156,227 ล้านบาท หรือ 3.23%ต่อสินเชื่อรวม ซึ่งปรับตัวเพิ่มึ้นราว 2.9%จากไตรมาส 3/2562 ซึ่งเป็นผลจากความสามารถในการชำระหนี้ของสินเชื่อทุกประเภทด้อยลงโดยเฉพาะสินเชื่อรถ บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล


สภาพัฒน์ ได้ระบุถึงพฤคิกรรมทางการเงินของครัวเรือนไทยว่า ยังคงมีรายได้น้อยกว่ารายจ่าย ,ส่วนคนที่มีรายได้สูงขึ้น ก็มีการใช้จ่ายมากมีแนวโน้มคลั่งไคล้การช้อปปิ้ง ,มีการก่อหนี้ซ้ำ เพื่อนำไปปิดบัญชีอื่น และมีการนำเงินกู้ไปใช้จ่ายที่ไม่ตรงวัตถุประสงค์ ซึ่งสะท้อนการก่อหนี้เน้นการบริโภค สร้างภาระทางเงินและขาดการยกระดับรายได้ในระยะยาว


โดยภาพรวม ภาคครัวเรือนไทยยังมีความเปราะบางทางการเงินสูง ทำให้มีภูมิคุ้มกันทางการเงินต่ำ นับวันภาคครัวเรือนไทย มีแต่สะสมความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น เพราะคนไทยมีเงินออมน้อย

Share: