“กองทุนชั้นนำ”...ลงทุนในหลักทรัพย์โดยคำนึงถึง ‘ผลกระทบด้าน ESG’!!!

ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าผู้ประกอบการ นักลงทุน นักวิเคราะห์ ต่างก็ให้ความสำคัญต่อการลงทุนอย่างยั่งยืนมากขึ้นเป็นลำดับ มีการนำปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม (Environment, Social, Governance–ESG) มาใช้ในกระบวนการตัดสินใจลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนสถาบันอย่าง “กบข.” ที่ได้ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมตามมาตรฐานสากลสอดคล้องกับแนวทางของ ‘UN Principles for Responsible Investment (UNPRI)’




“โดยเริ่มจากการประกาศเป้าหมายการลงทุนอย่างยั่งยืน ที่เน้นการสร้างผลตอบแทนสูงสุดในระยะยาวให้กับสมาชิกควบคู่ไปกับการทำหน้าที่พลเมืองที่ดีของโลก โดย กบข. กำหนดหลักเกณฑ์การคัดเลือกหลักทรัพย์ของกิจการที่ลงทุน ภายใต้สองปัจจัยสำคัญคือ ความสามารถในการทำกำไร และระดับธรรมาภิบาลโดยให้คะแนนกับทั้งสองปัจจัยอย่างเหมาะสม”


อย่างไรก็ตามการเปรียบเทียบ ‘คุณภาพด้าน ESG’ ของหลักทรัพย์ยังไม่ชัดเจนเท่าที่ควร เนื่องจากการพิจารณาระดับธรรมาภิบาลค่อนข้างเป็นนามธรรม ส่วนการพิจารณาผลกระทบเชิงบวกและเชิงลบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ของแต่ละหลักทรัพย์ มีความแตกต่างกันพอสมควร แม้หลักทรัพย์นั้นจะอยู่ในกองทุนที่เน้นลงทุนโดยคำนึงถึงปัจจัย ESG ก็ตาม ‘กบข.’ จึงทำการศึกษาและแลกเปลี่ยนความเห็นกับ ‘กองทุนชั้นนำ’ในต่างประเทศที่ได้พัฒนาเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อศึกษาถึงแนวทางในการพิจารณาคุณภาพด้าน ESG ของหลักทรัพย์

 

 

ตัวอย่าง แนวทางการพิจารณาคุณภาพของหลักทรัพย์ในด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ เรื่องการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ โดยกองทุนชั้นนำในต่างประเทศจะทำการศึกษาว่าในแต่ละปีทั้งโลกมีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มากน้อยเพียงใดและใช้การคำนวณทางวิทยาศาสตร์ประเมินถึงผลกระทบออกมาอยู่ในรูปของตัวเงิน หลังจากนั้นก็จะทำการวิเคราะห์ว่าการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์กระจายไปยังแต่ละภาคธุรกิจเท่าใด เช่น ภาคการเกษตร และภาคการผลิตอุตสาหกรรม



ในการศึกษาภาคการผลิตอุตสาหกรรม จะพิจารณาว่าการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ จากโรงงาน เครื่องจักรกล หรือ ยานพาหนะ อยู่ในปริมาณมากน้อยเพียงใด โดยลงรายละเอียดต่อไปถึงระดับบริษัทและกิจการ โดยเฉพาะที่จดทะเบียนและที่อยู่ในดัชนีเทียบวัด เช่น MSCI เป็นต้น ซึ่งจะทำให้ทราบต้นทุนโดยประมาณอย่างมีหลักการของแต่ละบริษัทและกิจการ


หลังจากนั้น กองทุนชั้นนำในต่างประเทศ จะทำการประเมินหลักทรัพย์ให้ครบทุกด้านทั้งในหมวด E, S, และ G เพื่อจะได้เห็นว่ากิจกรรมใดของบริษัทหรือกิจการนั้นๆ สามารถ ‘สร้างประโยชน์ (positive contribution)’ และกิจกรรมใดสามารถ ‘ส่งผลเสีย(negative contribution)’ ให้กับสังคม และค่าสุทธิของบริษัทหรือกิจการนั้นๆ เป็นเท่าไหร่


“ซึ่งผลการศึกษาเบื้องต้น ชี้ให้เห็นว่าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับ ‘เทคโนโลยีและการสื่อสาร’ มีค่าผลกระทบสุทธิเป็นบวกมากที่สุด ในขณะที่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับ ‘พลังงานฟอสซิล’ ‘ยาสูบ’ และ ‘แอลกอฮอล์’ มีค่าผลกระทบสุทธิที่เป็นลบมากที่สุด”


ในการรายงานผลกระทบด้าน ESG และการควบคุมให้เป็นมาตรฐานเดียวกันและสามารถเปรียบเทียบระหว่างกองทุนได้นั้น อาจต้องมีการกำหนดค่าผลกระทบสุทธิมากที่สุดที่ยอมรับได้ (อาจเป็นร้อยละของผลตอบแทนของกองทุน) โดยการเลือกสัดส่วนการลงทุนของ ‘ผู้จัดการกองทุน’ นั้นจะต้องคำนึงถึงค่าผลกระทบ ESG นี้ด้วย


โดยสามารถลงทุนในบริษัทหรือกิจการเจ้าของหลักทรัพย์ที่มีค่าผลกระทบสุทธิที่เป็นบวกในสัดส่วนที่สูง และลงทุนในบริษัทหรือกิจการเจ้าของหลักทรัพย์ที่มีค่าผลกระทบสุทธิเป็นลบในสัดส่วนที่น้อย เพื่อให้เป็นการลงทุนอย่างยั่งยืนและมีวินัยต่อหลักธรรมาภิบาล

Share: