ลงทุนช่วย “พัฒนาประเทศ”... ‘ผลตอบแทน’ ก็ได้

ในช่วงที่ภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นมีความผันผวนสูงและดอกเบี้ยโลกที่มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำ จึงทำให้นักลงทุนหลายต่อหลายคนเกิดความกังวลและไม่มั่นใจในตลาดทุน




“กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund)” หรือ Infra Fund” อาจจะเป็นคำตอบได้ดีในช่วงนี้ เพราะด้วยการลงทุนในกิจการโครงสร้างพื้นฐานหลายประเภท จึงทำให้มีผลประกอบการที่ชัดเจนและไม่ค่อยผันผวนผู้ลงทุนจึงสามารถลงทุนระยะยาวได้




ไม่เพียงมีส่วนร่วมในการ ‘พัฒนาประเทศ’ ยังได้รับผลตอบแทนที่ดีจากการลงทุนควบคู่ไปด้วย




ซึ่งในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จะนำข้อมูลเกี่ยวกับ “Infra Fund” มาแชร์ให้ผู้อ่านหรือผู้ที่เริ่มมีความสนใจในการลงทุนช่วงตลาดทุนผันผวน ได้เข้าใจมากขึ้น

 

 

ลงทุนใน... “10 โครงสร้างพื้นฐาน”

 

“กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund)” คือ กองทุนรวมประเภทหนึ่งที่ตั้งขึ้นเพื่อระดมทุนจากผู้ลงทุนทั่วไปทั้งรายย่อยและสถาบัน เพื่อลงทุนในกิจการโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นประโยชน์สาธารณะในวงกว้างของประเทศไทย




โดยกิจการโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้เป็นกิจการที่มีความจำเป็น และเป็นประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ อีกทั้งเป็นโครงการที่ใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานจึงจะสามารถช่วยแบ่งเบาภาระงบประมาณการลงทุนและการก่อหนี้สาธารณะของภาครัฐตลอดจนเป็นทางเลือกในการระดมทุนของภาคเอกชนในการพัฒนากิจการโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ได้

 


 

กองทุนลงทุนในกิจการโครงสร้างพื้นฐาน  10 ประเภท ประกอบไปด้วย


-
ระบบขนส่งทางราง    
-ไฟฟ้า
-ประปา  
-ถนน ทางพิเศษ หรือทางสัมปทาน
-ท่าอากาศยาน หรือ สนามบิน 
-ท่าเรือน้ำลึก
-โทรคมนาคม  
-พลังงานทางเลือก
-ระบบบริหารจัดการน้ำ/การชลประทาน 
-ระบบป้องกันภัยธรรมชาติ




สำหรับประเภทกองทุน “กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund)” มีสถานะเป็นกองทุนปิด (Closed - End Fund) โดยต้องระบุกิจการโครงสร้างพื้นฐานที่ลงทุน มีขนาดกองทุนหรือมูลค่าขั้นต่ำ 2,000 ล้านบาท โดยที่ทรัพย์สินแต่ละโครงการ ต้องมีมูลค่าขั้นต่ำ 1,000 ล้านบาท (ยกเว้นกิจการไฟฟ้า ทรัพย์สินแต่ละโครงการ มีมูลค่าขั้นต่ำา 500 ล้านบาท)

 

 

รูปแบบของการลงทุน กองทุนสามารถลงทุนได้ 2 รูปแบบ คือ



-‘ลงทุนทางตรง’ หรือเป็นการลงทุนกับเจ้าของกรรมสิทธิ์ สิทธิ์การเช่า สิทธิ์ในการจัดหาประโยชน์ส่วนแบ่งรายได้


-‘ลงทุนทางอ้อม’ จะลงทุนในหุ้นหรือตราสารแห่งหนของบริษัทที่ประกอบกิจการโครงสร้างพื้นฐาน โดยบริษัทนั้นต้องมีการลงทุนในกิจการโครงสร้างพื้นฐาน ‘ไม่ต่ำกว่า 75%’ ของสินทรัพย์รวมหรือมีรายได้จากกิจการโครงสร้างพื้นฐาน ‘ไม่น้อยกว่า 75%’ ของรายได้รวม และกองทุนต้องถือหุ้น ‘เกินกว่า 75%’ ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายแล้วและมีสิทธิ์ออกเสียงของบริษัทกองทุนลงทุนในโครงการที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ (Greenfield Project)




“ในส่วนการซื้อขายหน่วยลงทุนของกองทุนต้องเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งทำให้ผู้ลงทุนสามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้สะดวก”

 

“ปันผล”...นักลงทุนทั่วไปได้รับ ‘ยกเว้นภาษี 10 ปี’

 

นักลงทุนกลุ่มแรกที่ลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานนั้นๆ ก็คือผู้ที่ซื้อหน่วยลงทุนตอนเสนอขายครั้งแรก (Initial Public Offering: IPO) ซึ่ง บลจ. จะขายหน่วยลงทุนผ่านช่องทางต่างๆ เช่น บลจ.ขายเอง หรือขายผ่านธนาคารพาณิชย์หรือ บริษัทหลักทรัพย์เป็นต้น




เพื่อให้หน่วยลงทุนได้กระจายสู่ผู้ลงทุนรายย่อยอย่างกว้างขวางสำนักงาน ก.ล.ต. จึงวางหลักเกณฑ์ไว้ว่า ให้บลจ. ใช้กระบวนการจัดสรรหน่วยลงทุนที่ให้โอกาสแก่ผู้จองซื้อรายย่อยทุกรายอย่างเป็นธรรมกล่าวคือ กระบวนการที่ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์หรือบริษัทจัดการกำหนดหน่วยการจองซื้อ (Board Lot) ไว้และจัดสรรหน่วยลงทุนให้แก่ผู้จองซื้อรายย่อยทุกรายอย่างเท่าเทียมกัน




“โดยการจัดสรรหน่วยลงทุนให้แก่ผู้ลงทุน บลจ. จะจัดสรรให้แก่บุคคลใดหรือกลุ่มบุคคลเดียวกันได้ไม่เกิน ‘หนึ่งในสาม’ ของจำนวนหน่วยลงทุนที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของกองทุนรวม”


แต่ในกรณีที่กองทุนมีการออกหน่วยลงทุนหลายประเภท บลจ.จะจัดสรรหน่วยลงทุนให้แก่บุคคลใดหรือกลุ่มบุคคลเดียวกันได้ ‘ไม่เกิน 50%’ ของจำนวนหน่วยลงทุนที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของหน่วยลงทุนแต่ละชนิด


ในส่วนของ ‘ผลตอบแทน’ ผู้ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน จะได้รับผลตอบแทน ใน 2 รูปแบบ คือ


-‘เงินปันผล (Dividend)’ ซึ่งสำนักงาน ก.ล.ต. กำหนดให้จ่ายปันผล ‘ไม่ต่ำกว่า 90%’ ของกำไรสุทธิที่ปรับปรุงแล้ว  โดย บลจ. ต้องจ่ายเงินปันผลอย่างน้อยปีละครั้ง (อาจกำหนดจ่ายปีละหลายครั้ง เช่น จ่ายทุกไตรมาส (ปีละ 4 ครั้ง) หรือจ่ายทุก 6 เดือน (ปีละ 2 ครั้ง) ก็ได้)


-‘กำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain)’ เนื่องจากกองทุนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ผู้ลงทุนมีโอกาสได้รับกำไร (หรือ ขาดทุน) จากส่วนต่างราคาที่ซื้อขาย ทั้งนี้ การเพิ่มหรือลดของราคาซื้อขายจะขึ้นกับผลการดำเนินงานของกองทุน และสภาวะตลาดด้วย


นอกจากนี้การลงทุนใน “กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund)” ยังได้มอบสิทธิ์ทางภาษีให้แก่บุคคลธรรมดาซึ่งมีความแตกต่างกับนิติบุคคลอย่างเห็นได้ชัด

 

 

“สุดท้ายผู้ลงทุนต้องประเมินความเหมาะสมการลงทุนและความเสี่ยงระดับใด และทำความเข้าใจลักษณะกองทุนที่สนใจก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน โดยต้องศึกษาข้อมูลในหนังสือชี้ชวนอย่างละเอียดเกี่ยวกับนโยบายการลงทุน รายละเอียดของกิจการโครงสร้างพื้นฐานที่กองทุนจะลงทุน ปัจจัยความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูว่าผลตอบแทนของกองทุนขึ้นอยู่กับปัจจัยอะไร นโยบายเงินปันผล ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆ และควรสอบถามข้อมูลจากตัวแทนขายก่อนตัดสินใจลงทุน”

Share: