“เลือกประกันให้อุ่นใจ”...เมื่อภัย COVID-19 มา

เคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมช่วงที่ผ่านมา ทุกคนสนใจทำประกัน COVID-19 ทั้งแบบตรวจพบแล้วจ่าย และแบบได้ค่าชดเชยเมื่อเข้ารักษาตัว นั่นอาจเป็นเพราะโรคนี้ดู ‘ใกล้ตัว’ และ ‘รุนแรง’ เมื่อเกิดขึ้นกับเรา ประกอบกับบริษัทประกันได้ออกผลิตภัณฑ์ที่คุ้มครองเกี่ยวกับโรคนี้โดยเฉพาะ อีกทั้งเบี้ยประกันไม่แพง ทำให้หลายๆ คนสนใจและตัดสินใจซื้อประกันดังกล่าว


“แต่ถ้าเราลองย้อนกลับมาสำรวจตัวเอง เราอาจพบว่าไม่ใช่แค่ประกันที่คุ้มครอง COVID-19 เท่านั้น แต่ประกันสุขภาพที่คุ้มครองการรักษาเมื่อเข้าโรงพยาบาล ประกันอุบัติเหตุ หรือประกันชีวิต ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นไม่แพ้กัน”


“ประกัน” ถือเป็นเครื่องมือทางการเงินชนิดหนึ่งที่สามารถบริหารความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับเรา และส่งผลให้เงินหรือทรัพย์สินของเราลดลงหรือสูญเสียไปเช่นการเจ็บป่วย เสียชีวิต ประสบอุบัติเหตุ หรือทุพพลภาพ การซื้อประกันถือเป็น ‘การบริหารความเสี่ยง’ ในความเสียหายจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันดังกล่าว


แต่ ‘ข้อจำกัด’ อย่างหนึ่งในการซื้อประกันคือ ‘อายุ’ และ ‘สุขภาพ’ ของผู้ทำประกัน ประกันบางแบบจำกัดการซื้อที่บางอายุ เช่น ประกันบำนาญ สามารถเริ่มสมัครทำประกันได้ไม่เกินอายุ 59 ปี หรือประกันสุขภาพ ไม่เกินอายุ 65 ปี ทำให้การเลือกซื้อประกันต้องพิจารณาอายุที่จะเริ่มทำด้วย อีกประการหนึ่งคือ สุขภาพของผู้สมัครซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในการทำประกัน สุขภาพของเราต่างกับรถยนต์หรือสิ่งปลูกสร้างที่สามารถหาอะไหล่มาทดแทนได้เพื่อให้สามารถใช้งานได้ต่อไป แต่มนุษย์ยังมีข้อจำกัดเรื่องนี้ ทำให้การซื้อประกันสำหรับคนที่สุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง หรือมีโรคบางอย่างก่อนสมัครทำประกัน ไม่สามารถทำประกันได้


การซื้อประกัน โดยเฉพาะ ‘ประกันสุขภาพ’ และ ‘โรคร้ายแรง’ ควรซื้อเมื่อเรายังมีสุขภาพดีเพื่อให้บริษัทประกันคุ้มครองเราได้ครอบคลุมตามเงื่อนไขทั้งหมด


ผมขอย้อนกลับมาเรื่องกระแสการซื้อ ‘ประกัน COVID-19’ ที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า ถ้าเราได้ซื้อประกันดังกล่าวไป และในอนาคตเราตรวจพบเชื้อ COVID-19 สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปคือ เราสามารถเคลมประกัน COVID-19 ที่ซื้อไปแล้วได้ ไม่ว่าจะได้รับเป็นเงินก้อน หรือได้ค่าชดเชย หรือค่ารักษาพยาบาลตามเงื่อนไขของกรมธรรม์


“แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นถัดมาคือ ถ้าไม่เคยซื้อ ‘ประกันสุขภาพ’ อื่นมาก่อนเลย  แล้วในอนาคตคิดจะซื้อ บริษัทประกันอาจยกเว้นไม่คุ้มครองโรคเกี่ยวกับปอด เนื่องจากไวรัสไปทำความเสียหายให้กับปอด ซึ่งตัวเรามีประวัติ หรือความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นอีกได้ในอนาคต บริษัทประกันย่อมพิจารณาเรื่องนี้และส่งผลถึงความคุ้มครองที่จะได้รับ”

 

 

ดังนั้น เราลอง ‘สำรวจตัวเอง’ ก่อนว่าสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลของเราครอบคลุมถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นครบถ้วนหรือยัง ถ้ายัง เราควรพิจารณาก่อนว่าจะรับความเสี่ยงไว้เอง หรือจะซื้อประกันเพื่อโอนความเสี่ยงในส่วนนี้ออกไป การซื้อ ‘ประกันสุขภาพ’ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากโรคหลายๆ ชนิดย่อมดีกว่าการซื้อเพื่อป้องกันโรคเพียงโรคเดียว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับ ‘งบประมาณ’ ของเราด้วยว่ามีความสามารถในการชำระเบี้ยประกันได้เท่าไรต่อปี โดยมีหลักเบื้องต้นในการชำระเบี้ยอยู่ที่ประมาณ 10% ของรายได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรายได้และค่าใช้จ่ายของแต่ละคนด้วย


สำหรับคนที่ประกอบ “อาชีพอิสระ” หรือ “ฟรีแลนซ์” การทำ ‘ประกันชดเชยรายได้’ ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ควรพิจารณา เมื่อเราไม่สามารถทำงานได้ หรือขาดรายได้ไป การมีประกันชดเชยรายได้ก็จะช่วยบรรเทาความเสียหายในด้านนี้ สุดท้ายคือ ‘ประกันทุพพลภาพ’ ซึ่งเหมาะกับคนโสด หรือคนที่ไม่มีภาระใดๆ และผู้ประกอบอาชีพอิสระ เนื่องจากเป็นผู้หารายได้ด้วยตนเอง และไม่มีภาระ ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการไม่สามารถทำงานเพื่อหารายได้ เนื่องจากทุพพลภาพซึ่งทำให้ไม่สามารถสร้างรายได้อย่างถาวร การทำประกันทุพพลภาพก็จะช่วยลดความเสี่ยงในด้านนี้ได้ทำให้มีเงินส่วนหนึ่งไว้ดูแลผู้ทำประกันยามขาดรายได้


“การพิจารณาซื้อประกันสำหรับตัวเองควรดูจากปัจจัยหลายๆ อย่าง แต่ที่สำคัญที่สุดคือเราต้องวิเคราะห์ความเสี่ยงทางด้านชีวิตและสุขภาพของเราออกมาให้ได้เสียก่อนว่าถ้าเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้น จะกระทบต่อการเงินของเรามากแค่ไหน เป็นจำนวนเงินประมาณกี่บาท แล้วเราจึงกำหนดวิธีการบริหารความเสี่ยงดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมเงินเอาไว้เอง (self insurance) หรือการซื้อประกันเพื่อลดความเสี่ยงทางการเงินที่จะเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน”


การซื้อประกันให้เหมาะสมกับความเสี่ยงเป็นสิ่งที่ควรทำ และเราควรต้องปรับให้เหมาะสมกับช่วงชีวิตของเราเสมอ เช่น หลังแต่งงาน มีลูก เราอาจจะต้องซื้อประกันชีวิตเพิ่มตามภาระที่เพิ่มขึ้น หรือซื้อประกันสุขภาพเพิ่มขึ้นเมื่อคิดว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาตัวเมื่อเข้าโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น หรือสวัสดิการของบริษัทในด้านสุขภาพไม่เพียงพอต่อความต้องการของเรา


“ไม่ควรซื้อหรือทำประกันเพียงเพราะคนอื่นทำ หรือชวนให้ทำ แต่ไม่ตรงกับความต้องการ หรือความเสี่ยงที่เรามีอยู่ เพราะจะกลายเป็นการซื้อประกันเกินตัว (over insure) ส่งผลให้มีเงินเหลือเพื่อนำไปออมหรือลงทุนเพื่อเป้าหมายในอนาคตลดลงไป”


สุดท้าย คุณสามารถหาที่ปรึกษาหรือรับคำแนะนำเรื่องการประเมินความเสี่ยงเพื่อเลือกซื้อประกันได้จาก “นักวางแผนการเงิน” ที่ได้รับการรับรองคุณวุฒิวิชาชีพ CFP® ได้เพื่อได้รับข้อมูล และคำแนะนำที่สามารถช่วยให้ตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น หวังว่าบทความนี้จะสามารถช่วยให้ทุกคนเลือกซื้อประกันได้ตามที่ตัวเองต้องการได้ดีขึ้น และเราจะผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกันครับ


ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ LINE@cfpthailand,TFPA Facebook Fanpageและ  www.tfpa.or.th

Share: