5 แนวโน้ม “การเกษียณ” ที่เปลี่ยนไป...เรามีทางเลือก (ทางรอด) อย่างไรบ้าง?

เมื่อคนอเมริกันประมาณ 2,000 คนถูกตั้งคำถามว่า คุณอยากจะใช้เวลาของคุณอย่างไรแต่ละวันในช่วงหลังเกษียณ ผลการสำรวจระบุว่า พวกเขาต้องการใช้เวลาสำหรับสังสรรค์กับเพื่อนฝูง พักผ่อนตามอัธยาศัย ทำงานอดิเรก อย่างละ 2-3 ชม. การดูโทรทัศน์หรือสื่อบันเทิงทางอินเตอร์เน็ต และการออกไปทานอาหารนอกบ้านอย่างละ 1-2 ชม. และการนอน 7-8 ชม. (ที่มาจาก Provision Living: Senior Living Communities)


แต่ด้วยสภาพสังคมความเป็นอยู่ในปัจจุบัน ขนาดของครอบครัวเล็กลง ผู้คนแต่งงานช้าลง รวมถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทั้งในด้านการแพทย์ที่ทำให้ผู้คนอายุยืนยาว และสามารถดูแลสุขภาพของตนเองได้ดียิ่งขึ้น ส่งผลให้แนวโน้มการเกษียณในชีวิตจริงแตกต่างไปจากการเกษียณในอุดมคติที่หลายคนคิด


จากการศึกษาเกี่ยวกับการเกษียณในชีวิตจริงของคนอเมริกันที่เกิดขึ้นในปี 2019 มีแนวโน้มที่น่าสนใจประกอบด้วย

 

1.การเกษียณไม่ใช่การหยุดทำงาน

 

“วอร์เรน บัฟเฟต์” ต้นแบบนักลงทุนเชิงเน้นคุณค่า มหาเศรษฐีของโลกในวัยกว่า 80 ปี ได้ให้สัมภาษณ์ว่า “เขาไม่เคยมีความคิดที่จะเกษียณและหยุดทำงานเลยตรงกันข้ามเขาให้คำแนะนำให้คนหนุ่มสาวค้นหางานที่ทำให้ตนเองมีความสุข เปรียบเหมือนกับการได้เต้นรำทุกครั้งที่เข้าที่ทำงาน”


ผู้เกษียณอายุไม่จำเป็นที่จะหยุดอยู่กับบ้านเฉยๆ การเกษียณเป็นเพียงการเป็น ‘สิ้นสุดจากงานประจำ’ แต่เป็น ‘จุดเริ่มต้นในการมีอิสระ’ ในการเลือกทำงานที่มีคุณค่าต่อสังคม โดยไม่มีเงินเป็นข้อจำกัด ไม่ว่าจะเป็นการทำงานช่วยเหลือภาคสังคม งานอดิเรก การทำธุรกิจ การแบ่งปันความรู้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ทำงานการเป็นที่ปรึกษาธุรกิจการทำงานจะสร้างคุณค่าให้กับผู้เกษียณอายุมีความสุขในการใช้ชีวิต


“และหมายถึง ‘การมีรายได้’ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย ลดการใช้เงินก้อนที่เตรียมไว้ทำให้เพิ่มโอกาสการใช้เงินได้อย่างเพียงพอตลอดชีวิต นั่นหมายถึง การเตรียมพร้อมเรื่องการหาอาชีพเสริมเป็นทางเลือกเพิ่มเติมตั้งแต่ในวัยทำงาน

  

2.วางแผนการเกษียณแบ่งเป็นช่วง

 

เราอาจจะคุ้นชินกับการกำหนดวันเกษียณที่ตายตัว กำหนดวันทำงานวันสุดท้าย มีการจัดงานเลี้ยงอำลา และวันรุ่งขึ้นไม่ต้องมาทำงานแล้ว แต่ในความเป็นจริงหลายองค์กรอาจประสบปัญหาการสรรหาผู้สืบทอดตำแหน่งได้ไม่ทันเวลา จากปัญหา Aging Workforce จึงมีความเป็นไปได้ที่มีการยืดอายุการเกษียณออกไป รวมถึงการกำหนดแผนเกษียณเป็นช่วง อาจจะเป็นลักษณะการค่อยๆ ลดเวลาการทำงานลง จัดสรรเวลาสำหรับการถ่ายทอด มอบหมายงาน รวมถึงการให้คำปรึกษาหรือเป็นพี่เลี้ยง สิ่งดังกล่าวจะช่วยยืดระยะเวลาการหารายได้ออกไปด้วย

 

 

3.การย้ายถิ่นฐานภูมิลำเนา

 

ค่าครองชีพในแต่ละสถานที่แตกต่างกันไป มีรายงานว่าจำนวนคนอเมริกันที่ย้ายถิ่นที่อยู่ไปใช้เวลาหลังเกษียณในต่างประเทศมีจำนวนเพิ่มขึ้นสูงถึง 17% ระหว่างปีค.ศ. 2010-2015 การย้ายภูมิลำเนาไปยังต่างประเทศที่มีค่าครองชีพต่ำกว่าช่วยให้สามารถรักษาระดับมาตรฐานการดำรงชีพให้ไม่น้อยไปกว่าเดิม




สำหรับในเมืองไทยก็สามารถประยุกต์ใช้หลักการเดียวกันสำหรับการย้ายภูมิลำเนาไปจังหวัดอื่นเช่นกัน จากข้อมูลของสำนักสถิติแห่งชาติเกี่ยวกับค่าเฉลี่ยรายจ่ายต่อครัวเรือนตามจังหวัดต่างๆ ในปี 2558 พบว่า “กรุงเทพมหานคร” มีค่าเฉลี่ยรายจ่ายครัวเรือนต่อเดือนสูงที่สุดที่ 33,086 บาท ส่วนจังหวัดอื่นๆ มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับกรุงเทพมหานคร เช่น ประจวบคีรีขันธ์ 21,268 บาท (ต่ำกว่าอยู่  36%) นครราชสีมา 18,645 บาท (ต่ำกว่าอยู่ 44%) เชียงใหม่ 11, 864 บาท (ต่ำกว่าอยู่ 65%) ซึ่งหมายถึงค่าใช้จ่ายหลังเกษียณที่ประหยัดไปได้พอสมควร


“อย่างไรก็ตามต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการย้ายถิ่นฐานภูมิลำเนาด้วย เช่น ที่อยู่อาศัย ค่าขนส่งต่างๆ รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในการชีวิตประจำวัน”

  

4.วางแผนค่ารักษาพยาบาล

 

“สำนักงานอัตราเบี้ยประกันวินาศภัย” รายงานเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอกของ ‘ไทย’ เพิ่มขึ้นทุกปี และเพิ่มในอัตราที่สูงกว่าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมาตั้งแต่ปี 2557 โดยเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 9% (โดยในปี 2559 เพิ่มขึ้นถึง 10.8%) ในขณะที่ทั้งภูมิภาค ‘เอเชียแปซิฟิก’ เพิ่มขึ้น 7.3-7.9% อัตราเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาลดังกล่าว ส่งผลให้ค่ารักษาพยาบาลจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ภายในระยะเวลาประมาณ 8 ปี ดังนั้น


“จึงมีความจำเป็นที่ต้องวางแผนเตรียมค่ารักษาพยาบาลไว้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการเกษียณ ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมวางแผนเก็บสำรองเงินไว้เพื่อชำระค่ารักษาพยาบาลในอนาคตด้วยตนเอง หรือ การทำประกันสุขภาพ”

 

5.การใช้ที่อยู่อาศัยร่วมกัน

 

การเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” ทำให้เกิดธุรกิจแบบใหม่ เช่น การบริการที่พักอาศัยที่ถูกออกแบบเพื่อความปลอดภัยและให้บริการสำหรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ มีการจัดสรรพื้นที่พักผ่อนซึ่งเป็นส่วนตัว กับการใช้งานพื้นที่ทำกิจกรรมต่างๆ และพื้นที่ส่วนกลางร่วมกัน มีการจัดกิจกรรมสันทนาการต่างๆ และมีเจ้าหน้าที่พยาบาลประจำอยู่ตลอดเพื่อดูแลความปลอดภัยและสุขภาพ รวมถึงการที่ผู้สูงอายุที่มีความรู้จักคุ้นเคยกันรวมกลุ่มและอยู่อาศัยร่วมกันเพื่อลดค่าใช้จ่ายต่อคน


การวางแผนออกแบบทางเลือก “ชีวิตหลังเกษียณ” ของตนเองไว้ล่วงหน้า จะเพิ่มโอกาสที่จะทำสำเร็จได้ตามแผน และได้ใช้เวลาดูแลสิ่งต่างๆ ที่สำคัญในชีวิตอย่างสมดุล เพื่อเติมเต็มความสุขในการใช้ชีวิต


ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ LINE@cfpthailand,TFPA Facebook Fanpageและ  www.tfpa.or.th

Share: