ยอดเปิด “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” ผู้ประกอบการใหม่หด 50%

 

“กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” ถือเป็นหนึ่งเครื่องมือการลงทุนและการออมเงินสำหรับมนุษย์เงินเดือน ด้วยการสร้างวินัยการออมเงินในช่วงออกจากงาน เกษียณอายุ และยามทุพพลภาพ ผ่านลงทุนในทรัพย์สินต่างๆ จากเงินสะสมตั้งแต่ 2-15% ของเงินเดือน

 

ถือเป็นการออมที่คุ้มค่าเพราะนอกจาก ‘เงินสะสม’ ของสมาชิกแล้ว ‘นายจ้าง’ ยังใส่ ‘เงินสมทบ’ ให้ด้วย

 

แต่ด้วยสถานการณ์ในปัจจุบันการระบาดของไวรัส COVID-19 ทำให้ผู้ประกอบการบางรายต้องปิดกิจการชั่วคราวหรือปิดตัวลง ในฐานะลูกจ้างเองถือว่าได้รับผลกระทบโดยตรง

 

เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ผลกระทบดังกล่าวยังลามมาถึงตลาดทุนอีกต่างหาก ที่ผลตอบแทนในสินทรัพย์ต่างๆ พากันดิ่งลงเหว ซึ่งทำให้เม็ดเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพลดลงถึง 5.52% มาอยู่ที่ 1,154,790.84 ล้านบาท

 

ซึ่งทาง ‘Wealthy Thai’ ได้ไปดูความเคลื่อนไหวของอุตสาหกรรม “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” ในช่วงไตรมาสที่1/63 พร้อมมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญมาฝากกัน

 

“บลจ.กรุงศรี” แชมป์โตสุด 12.66% - “บลจ.ทิสโก้” แชมป์ส่วนแบ่งการตลาดสูงสุด 15.90%

         

สำหรับช่วงไตรมาสที่1/63 ที่ผ่านมานั้น อุตสาหกรรม “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” มีสินทรัพย์สุทธิลดลง 5.52% มีบลจ.ที่เติบโตเป็นบวกอยู่ 3 แห่ง จาก 16 บลจ. ในจำนวนนี้มีบลจ. 7 แห่ง คิดเป็น 43.75% ที่เติบโตสูงกว่าอุตสาหกรรม ในขณะที่มี 9 แห่ง คิดเป็น 56.25% ที่โตน้อยกว่าค่าเฉลี่ย

           

โดยบลจ.ที่มีการเติบโตสูงสุด ได้แก่ “บลจ.กรุงศรี” มีสินทรัพย์สุทธิ 49,429.66 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.66%

 

 

ในขณะที่บลจ.ที่มีส่วนแบ่งการตลาดมากสุด 5 อันดับแรกนั้น มีส่วนแบ่งรวมกันกว่า 64.22% โดยบลจ.ที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุด ได้แก่ “บลจ.ทิสโก้” มีสินทรัพย์สุทธิ 183,635.45 ล้านบาท มีส่วนแบ่ง 15.90%

 

หวั่น “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” ปีนี้โตชะลอ...หลังเศรษฐกิจชะลอ

        

โดย “เกษตร ชัยวันเพ็ญ” รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด มองว่า ไตรมาสที่1/63 ที่เห็นตัวเลขการเติบโตของอุตสาหกรรม ‘กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ’ ปรับตัวลดลงนั้น ส่วนหนึ่งมาจากภาวะตลาดหุ้นไทยที่มีการปรับตัวลดลง จึงทำให้มูลค่าสินทรัพย์ลดลงไปด้วย ซึ่งลูกจ้างที่ให้นำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นที่เยอะก็จะได้รับผลกระทบเยอะตามไป

 

เกษตร ชัยวันเพ็ญ

 

         

“แนวโน้มการเติบโตของ ‘กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ’ หลังเจอสถานการณ์ระบาดของไวรัส COVID-19 ก็อาจจะไม่ดีนัก โดยประเมินว่าแนวโน้มจนถึงสิ้นปีนี้จะมียังคงมีเติบโตได้แต่ในอัตราที่ชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจจะต้องจับตาดูในปีถัดไปแทน ซึ่งการจะฟื้นจะได้เร็วหรือช้านั้น ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน ซึ่งแนวโน้มการเติบโตจะยังคงมาจากบริษัทเอกชนมากกว่ารัฐวิสาหกิจ เนื่องด้วยในปัจจุบันไม่ได้มีรัฐวิสาหกิจใหม่เกิดขึ้น จึงยังคงมีการเติบโตแบบปกติ”

           

ในส่วนบริษัทเอกชน คาดว่าจะเห็นการเติบโตที่ชัดเจนในช่วงหลังไตรมาส 4/63 เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงดูและประเมินสถานการณ์ของเศรษฐกิจก่อนที่จะตัดสินใจจดทะเบียนจัดตั้ง ‘กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ’

 

ยอดเปิด “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” ผู้ประกอบการใหม่หด 50%

        

ปัจจุบันผู้ประกอบการรายใหม่ๆ ยังคงมีความสนใจอยู่ต่อเนื่อง ใน ‘กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ’ ซึ่งเชื่อว่าการเติบโตของการจดทะเบียนจัดตั้ง ‘กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ’ จากผู้ประกอบการรายใหม่ก็ยังคงมีอยู่บ้าง แต่คาดการณ์ว่าจะลดลงถึง 50%

 

 

         

“กลุ่มผู้ประกอบการรายเก่า ประเมินว่าอาจจะมีเปลี่ยนแปลง อย่างบางรายได้รับผลกระทบมากๆ ก็อาจจะปิดตัวลง หรือรายที่เจอผลกระทบไม่ได้เยอะ ก็อาจจะเพียงแค่ ‘หยุดการส่งเงิน’ หรือ ‘เลื่อนการส่งเงิน’ ซึ่งจำนวนจะไม่ได้เยอะอย่างมีนัยสำคัญ”

         

เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่ ที่จดทะเบียนจัดตั้ง ‘กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ’ จะมีสถานะการเงินที่ค่อนข้างแข็งแกร่งและดี รวมถึงสวัสดิการที่ดีแก่พนักงาน จึงไม่ได้รับผลกระทบที่เยอะมากนักอย่างกลุ่มเรียลเซ็กเตอร์

           

สำหรับใครที่มี “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” อยู่ ต้องไม่ลืมว่าเป็นแหล่งเงินไว้ใช้ยามเกษียณ ควรเก็บเอาไว้ให้ดี หากบริษัทปิดตัวลงหรือต้องออกจากงานด้วยความจำเป็น คุณยังสามารถโอนย้ายไปยัง “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ” ได้อีด้วย

         

Share: