แกะพอร์ต อ.ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา เน้นหุ้นเล็กถือ JMT เกินครึ่งพอร์ต

อีกหนึ่งนักลงทุนรายใหญ่ที่นักลงทุนไทยรู้จักกันมากในกลุ่ม Money Talk คือ อ.ไพบูลย์  เสรีวิวัฒนา หนึ่งในผู้ดำเนินรายการด้านการลงทุนที่อยู่คู่กับตลาดหุ้นไทยมายาวนาน อ.ไพบูลย์ ก็เป็นหนึ่งในนักลงทุนที่ถูกจับตามาก ด้วยมุมมองด้านการลงทุนที่ล้ำลึก ซึ่งจากการแกะพอร์ตของอ.ไพบูลย์ เราพบว่าอ.เน้นการถือครองในหุ้นขนาดกลางและเล็กเป็นหลัก


พอร์ตของ อ.ไพบูลย์ มีการถือหุ้นประมาณ 11 หลักทรัพย์ พอร์ตการลงทุนประมาณ 981 ล้านบาท โดยหุ้นที่อ.ไพบูลย์ ถือมากที่สุด คือ JMT


 

JMT ทำไมถึงน่าสนใจ

 

การถือหุ้นของอ.ไพบูลย์นั้นน่าสนใจมากคือ การถือหุ้นขนาดกลา และขนาดเล็ก รวมถึงถือ JMT จำนวนมาก โดยความน่าสนใจของหุ้น JMT นั้นยังมีการเติบโตที่ดี


โดยบล.ทรีนีตี้ แนะนำ`ซื้อ` ราคาเป้าหมาย 23 บาทกำไร 1Q63 ทำ New High ตามคาด JMT ประกาศกำไรสุทธิสำหรับไตรมาสที่ 1 ที่ 207 ล้านบาท ดีขึ้น 4% ดีขึ้นจากไตรมาสก่อน และ 43% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ใกล้เคียงกับที่คาดไว้ก่อนหน้า โดยมีประเด็นสำคัญคือ


1. รายได้จากธุรกิจรับจ้างติดตามหนี้เพิ่มขึ้น 3% จากไตรมาสก่อน และ 8% จากปีก่อน จากฐานหนี้ที่สถาบันการเงินนำมาให้ติดตามเพิ่มขึ้น ขณะที่ COVID-19 มีผลกระทบเล็กน้อยในช่วงปลายไตรมาสเท่านั้น


2. รายได้จากธุรกิจซื้อหนี้ด้อยคุณภาพปรับตัวดีขึ้น 7% จากไตรมาสก่อน และ 42% จากปีก่อน ซึ่งเป็นผลบวกจากมูลหนี้ที่เพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง และยังมีหนี้บางกองที่ตัดต้นทุนครบทำให้รับรู้รายได้เต็มจำนวน นอกจากนี้ผลบวกจาก TFRS9 ทำให้มีการรับรู้รายได้จากหนี้ที่มีหลักประกันเพิ่มขึ้น


3. สำหรับธุรกิจประกัน เบี้ยประกันรับเพิ่มขึ้น 25% จากไตรมาสก่อนและ 91% ช่วงเดียวกันของปีก่อน หลังยอดขายประกัน COVID-19 ค่อนข้างดี


4. ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานปกติค่อนข้างทรงตัว แต่มีสำรองผลขาดทุนทางด้านเครดิตภายใต้ TFRS9 (คาดว่าส่วนใหญ่เป็นการตั้งสำรอง เพื่อชดเชยรายได้ที่ยังไม่ได้รับจริงจากหนี้ที่มีหลักประกัน) ทำให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานโดยรวมเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากราว 51% จากไตรมาสก่อน และ 64% จากปีก่อน

 

คงประมาณการกำไรปี 63

 

เราคงประมาณการกำไรสำหรับปี 63 ที่ 850 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% จากปีก่อน โดยมองช่วงที่เหลือของปีผลประกอบการจะยังแข็งแกร่ง แม้ใน 2Q63 การเติบโตของรายได้อาจชะลอลงบ้างจากผลกระทบของ COVID-19 และการเร่งติดตามหนี้บางกองที่ใกล้ตัดต้นทุนครบ (ในช่วงใกล้ตัดต้นทุนครบจะรับรู้รายได้น้อย) แต่ในครึ่งปีหลังอาจเห็นรายได้และกำไรเติบโตได้ดี เนื่องจากหากตัดต้นทุนหนี้บางกองหมดจะรับรู้รายได้ 100% บนกองหนี้นั้น นอกจากนี้ยังมีโอกาสให้ซื้อหนี้ได้มาก เนื่องจากในปัจจุบัน NPL จากสถาบันการเงินเพิ่มสูงขึ้น โดยในช่วง 1Q63 บริษัทได้ซื้อหนี้สำเร็จคิดเป็นมูลหนี้กว่า 5 พันล้านบาทแล้ว (ส่วนใหญ่เป็นหนี้ไม่มีหลักประกัน) ซึ่งฐานหนี้ที่ใหญ่ขึ้นจะเป็นปัจจัยบวกต่อรายได้และกำไรในระยะถัดไป

 

คงราคาเป้าหมาย 23 บาท

 

เราคงราคาเป้าหมายที่ 23 บาท อิงวิธี DCF มองเด่นสุดในกลุ่ม AMC แนะนำ "ซื้อ"


ความเสี่ยง : สภาวะเศรษฐกิจอาจส่งผลต่ออัตราการจัดเก็บหนี้และกระแสเงินสด และในกรณีที่การซื้อหนี้ของบริษัททำได้ต่ำกว่าที่เราประมาณการไว้ซึ่งอาจมีผลต่อกระแสเงินสด


อย่างไรก็ตามการลงทุนในหุ้นขนาดกลางและเล็กนั้นอาจต้องระมัดระวัง เพราะมีความผันผวนที่สูงมาก และในขณะเดียวกันหากบริษัทสามารถรักษาการเติบโตได้ตามแผน ก็จะทำให้ราคาปรับเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นการลงทุนในหุ้นขนาดกลางและเล็ก จึงต้องอาศัยความเชี่ยวชาญ และการกระจายความเสี่ยง เหมือนกันที่อ.ไพบูลย์ มีการจัดพอร์ตลงทุนในหุ้นตัวอื่นๆ เพื่อให้พอร์ตการลงทุนมั่นคงในระยะยาว

 

Share: