เศรษฐกิจเมษา “ทิ้งดิ่ง” เหลือเพียงภาครัฐกู้ชีพ

ทิศทางเศรษฐกิจเดือนแรกของไตรมาส 2 ปีนี้ ออกมา “ตกต่ำ” เป็นประวัติการณ์ ตามที่ได้มีการคาดการณ์กันไว้ล่วงหน้า ซึ่งเป็นผลของมาตรการควบคุมการระบาดของโควิด-19 ที่เข้มงวดทั้งในและต่างประเทศ ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายภาคส่วนต้องหยุดลงชั่วคราว


ธนาคารแห่งประเทศไทย โดยนายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจเดือนเม.ย.2563 ที่ผ่านมาว่า เป็นเดือนที่ได้รับผลกระทบชัดเจนจากโควิด-19 ซึ่งสิ่งที่เห็นคือ เครื่องยนต์เศรษฐกิจหดตัวเกือบทุกด้าน ยกเว้นการใช้จ่ายภาครัฐที่ยังขยายตัวได้
               


นำโดยภาคท่องเที่ยวหดตัว 100% หรือไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเลย ตั้งแต่ปลายมี.ค.2563 จากการห้ามเดินทางเข้าประเทศ ส่งผลกระทบต่อธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ร้านอาหารและขนส่งผู้โดยสาร และคาดว่าจะยังไม่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาประเทศไทยอีกระยะหนึ่ง จึงเป็นสถานการณ์ที่ต้องติดตามต่อไป


ด้านการส่งออกสินค้าไม่นับรวมทองคำ หดตัวสูงขึ้นมาก -15.9% จากช่วงเดียวกันปีก่อน สาเหตุที่ส่งออกหดตัวรุนแรง เพราะความต้องการของประเทศคู่ค้าลดลงมาก จากมาตรการที่เข้มข้นมีการปิดเมืองล็อคดาวน์ และราคาน้ำมันดิบที่ลดลง ทำให้การส่งออกสินค้าได้รับผลกระทบไปด้วย โดยสินค้าที่หดตัวสูงอยู่ในหมวดยานยนต์และชื้นส่วน สินค้ากลุ่มที่มีมูลค่าเคลื่อนไหวตามราคาน้ำมันดิบ เครื่องใช้ไฟฟ้า แต่ยังพอมีสินค้าส่งออกที่ขยายตัวได้คือ อิเล็กทรอนิกส์ สินค้าเกษตรแปรรูป และสินค้าเกษตร ซึ่งจะเป็นสินค้าที่ได้รับผลดีจากโควิด-19


อย่างไรก็ตามหากส่งออกสินค้านับรวมทองคำ มูลค่ารวมอยู่ที่ 17,863 ล้านบาท หดตัวแค่ 3.3% เท่านั้น  ซึ่งเดือนเม.ย. ถือว่ามีการส่งออกทองคำสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ตามราคาทองคำโลกที่ปรับตัวขึ้นแรง

 

พร้อมกันนี้นายดอนได้ชี้แจงถึงตัวเลขการส่งออกเดือนเม.ย.ที่แตกต่างกันระหว่างธปท.และกระทรวงพาณิชย์ ว่า กระทรวงพาณิชย์รายงานส่งออกเดือนเม.ย.มูลค่าอยู่ที่ 18,948 ล้านบาท ขยายตัว 2.1% เป็นผลจากการนิยามเครื่องบินเช่าของเอกชน ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับสถานการณ์โควิด-19 ทำให้สายการบินไม่สามารถบินได้ หากจอดไว้จะมีต้นทุนเกิดขึ้น จึงต้องคืนเครื่องบินกลับไป ดังนั้นตามนิยามในส่วนนี้ของธปท.และกระทรวงพาณิชย์ ทำให้การฐานคำนวนต่างกัน ตัวเลขจึงออกมาต่างกัน ซึ่งจะเกิดขึ้นอีกครั้งในเดือนพ.ค.หลังจากนั้นตัวเลขส่งออกใกล้เคียงกัน

 


“มองไปข้างหน้าไม่ว่ามองไปทางไหน ตัวเลขก็ไม่ดี เพราะการค้าโลก ดัชนีคำสั่งซื้อ 3 เดือนล่วงหน้า ทิ้งดิ่งค่อนข้างเยอะ (-30) การส่งออกสินค้าน่าจะเห็นหดตัวมากขึ้นใน 2 เดือนข้างหน้า”



ด้านการบริโภคภาคเอกชน (มีสัดส่วน 50%ของเศรษฐกิจรวม) หดตัวทุกหมวด ไม่ว่าเป็นสินค้าคงทนหรือสินค้าไม่คงทน ทำให้ดัชนีการบริโภคภาคเอกชน -15.1% สูงที่สุดตั้งแต่ทำดัชนีฯ เนื่องจากกำลังซ้อที่อ่อนแอลงมากทั้งจ้างงาน รายได้และความเชื่อมั่นจากผลกระทบโควิด รวมถึงผลของการห้ามเคลื่อนย้ายคนในสถานที่ต่างๆด้วย แม้ว่าในเดือนเม.ย.นี้ รัฐบาลเริ่มแจกเงินเยียวยา 5,000 บาท “เราไม่ทิ้งกัน” แล้วก็ตาม
แต่มีความคาดหวังว่าในเดือนพ.ค. นี้ รัฐบาลได้คลายล็อคดาวน์บางส่วนแล้ว เช่น สวนสาธารณะ ห้าง ฯ น่าจะเห็นการบริโภคปรับตัวดีขึ้นบ้าง


สำหรับจุดที่ธปท.เป็นห่วงกังวลมากคือ ตลาดแรงงาน ซึ่งข้อมูลจากประกันสังคม สัดส่วนผู้ขอรับสิทธิว่างงานต่อผู้ประกันสังคมทั้งหมด เดือนเม.ย กระโดดขึ้นไปแรง โดยมีผู้ขอรับสิทธิ์ว่างงานและสัดส่วนผู้สิ้นสุดสัญญาจ้างต่อประกันตน เพิ่มขึ้นสูงมาก



ขณะที่เดือนเม.ย.ธุรกิจที่ปิดกิจการชั่วคราว (ตามมาตรา 75 ) มีจำนวนเพิ่มขึ้น 2,406 แห่ง เพิ่มขึ้นถึง 5 เท่าจากเดือนมี.ค.และจำนวนลูกจ้าง 465,218 คน และเดือนพ.ค. ธุรกิจปิดเพิ่มอีก 1,447 แห่ง และ 335,692 คน

 

“ซึ่งจะต้องติดตามต่อไป (คนตกงาน) มีผลค่อนข้างมากต่อภาคเศรษฐกิจและระบบสถาบันการเงิน”
               

ส่วนรายได้ภาคเกษตรก็หดตัวสูงมาก 10.1% เนื่องจากผลผลิตต่ำจากปัญหาภัยแล้ง แต่ราคาสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

 

“ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคทิ้งดิ่งเป็นประวัติการณ์เช่นกัน เดือนเม.ย.นี้ มี (เครื่องชี้เศรษฐกิจ) หลายตัว ต่ำเป็นประวัติการณ์ ก็หวังว่าจะไม่มีทำประวัติการณ์หลังประวัติการณ์ของเดือนนี้” นายดอนกล่าว



อย่างไรก็ตาม การลงทุนภาคเอกชนติดลบ 6.1% ดีขึ้นเล็กน้อย และปรับฤดูกาลก็เป็นบวก (เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า) ซึ่งมาจากหมวดก่อสร้างในเดือนเม.ย.เพิ่มสูงขึ้นผิดปกติ เนื่องจากไม่มีวันหยุดสงกรานต์ จึงทำให้ก่อสร้างยังทำงานอยู่ ยอดขายวัสดุก่อสร้างขายได้ดีขึ้น แต่โดยภาพรวมการลงทุนเอกชนยังหดตัวสูงต่อเนื่อง ตามความต้องการทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ยังอ่อนแอ ส่งผลให้ผลประกอบการและความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจลดลงมาก นอกจากนี้กำลังการผลิตส่วนเกินเหลืออยู่มาก ภาคธุรกิจจึงชะลอการลงทุนออกไป

 

“ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจทำจุดต่ำสุดเช่นกัน หมายความว่าการลงทุนภาคเอกชนมีแรงกดดันค่อนข้างสูงจากเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน”



โดยในเดือนเม.ย.การผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัวสูงถึง 17% เพราะตัวใหญ่สุดคือ ภาครถยนต์ ไม่สามารถส่งออกได้ ในประเทศก็ไม่มีคนซื้อ เครื่องใช้ไฟฟ้า ปิโตรเลียม แต่ยังมีตัวที่ขายได้คือ อิเล็กทรอนิกส์ ที่ยังมีแรงส่งอยู่ได้


ด้านการนำเข้าสินค้า หดตัวสูงสอดคล้องกับภาวะส่งออกที่หดตัวแรงและการใช้จ่ายบริโภคและลงทุนหดตัวสูงเช่นกัน ในส่วนของเครื่องยนต์การใช้จ่ายภาครัฐ (ไม่รวมเงินโอน) ยังขยายตัวได้ต่อเนื่องทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน โดยเฉพาะส่วนเบิกจ่ายที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมโควิด-19 นอกจากนี้รายจ่ายลงทุนขยายตัวจากรัฐบาลกลางและรัฐวิสาหกิจ



“ถ้าไม่มีการใช้จ่ายภาครัฐ จะเห็นเดือนเม.ย. แย่กว่านี้ โชคดีที่การใช้จ่ายภาครัฐเริ่มเดือนเม.ย.นี้ มีการโอนเงิน (โครงการ) เราไม่ทิ้งกัน ซึ่งมีผลช่วยเศรษฐกิจในระยะต่อไป หากหักเงินโอน ก็ยังมีการใช้จ่ายได้ดี เป็นเครื่องยนต์สำคัญที่ยังขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้“
               


ด้านฐานะต่างประเทศในเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 0.7 พันล้านดอลลาร์ ตามดุลรายได้จากการจ่ายเงินปันผลของภาคธุรกิจ เป็นสำคัญ ขณะที่รายรับนักท่องเที่ยวลดลงมาก ทั้งนี้หากไม่นับการส่งออกทองคำ จะส่งผลให้ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด -3.1 พันล้านดอลลาร์ ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์


ส่วนดุลเงินทุนเคลื่อนย้ายเกินดุล เนื่องมาจากมีการนำเงินกลับเข้าประเทศของนักลงทุนและสถาบันไทย เป็น.ปริมาณมาก ทำให้เงินไหลเข้าปริมาณค่อนข้างสูง ขณะที่นักลงทุนต่างชาติยังขายสุทธิทั้งตลาดหุ้นและตราสารหนี้อยู่ โดยภาพรวมจึงยังไหลเข้าสุทธิ หรือดุลชำระเงินเป็นบวก
               

“ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น เนื่องจากการส่งออกทองคำ และยังมีแนวโน้มที่แข็งขึ้นต่อเนื่อง จากความเชื่อมั่นที่ดีของมาตรการควบคุมโควิดได้ผลดี แต่ที่สำคัญเป็นแรงกระแทกคือ ส่งออกทองคำ เมื่อราคาทองปรับสูงขึ้น ก็ทำให้ส่งออกมา เป็นแรงกระแทกทำให้กดดันค่าเงินบาท”นายดอนกล่าว
               


ด้านอัตราดอกเบี้ยตั้งแต่เดือนเม.ย. ถึงปัจจุบัน มีการปรับตัวลดลง 2 รอบ ซึ่งเป็นผลจากการปรับลดเงินนำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) จึงทำให้ธนาคารพาณิชย์ปรับลดอัตราดอกเบี้ยกู้ลดลง และเมื่อปลายพ.ค.ได้มีการปรับลดลงอีกครั้ง หลังธปท.ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 0.5% ซึ่งการปรับลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง มีส่วนช่วยต้นทุนเงินกู้ของภาคธุรกิจ

 


อย่างไรก็ตามนายดอน กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพเกณฑ์ดี แม้มีความเปราะบางมากขึ้น โดยจะเห็นจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบมากถึง 2.99% จากราคาน้ำมันโลกที่ลดลง และมาตรการลดค่าไฟฟ้าช่วยบรรเทาผลกระทบประชาชน ซึ่งมองว่าราคาน้ำมันโลกไม่น่าจะลงมากกว่านี้แล้ว



พร้อมกับกล่าวทิ้งท้ายว่าในเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา มีเพียงการใช้จ่ายภาครัฐ เป็นพระเอกคนเดียวที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจ และในอนาคต จะมีบทบาทมากขึ้น หลังจากมาตรการเงินเยียวยา ”เราไม่ทิ้งกัน”จ่ายครบ 3 เดือน(มิ.ย.) ซึ่งถือเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยได้อีกพอสมควร ภายใต้สถานการณ์ตลาดแรงงานที่น่าเป็นห่วงมาก
เพราะผลกระทบของโควิด-19 คงไม่คลี่คลายได้ในเร็ววันนี้

Share: