“ชัย โสภณพนิช” ตั้งการ์ดป้องอาณาจักร BH สกัด BDMS หวังซื้อราคาถูก ห่วงตลาดบนถูกกินรวบ

วันที่ 17 ก.ย. 2563 นี้ จะครบรอบปีที่ 40  ที่ “โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์” โรงพยาบาลเอกชนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีบริการทางการแพทย์ที่หลายหลายและได้มาตรฐานสากล ซึ่งนักลงทุนคุ้นกันในชื่อ บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ หุ้น BH ได้เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2523 เริ่มต้นจากโรงพยาบาลขนาด 200 เตียง ปัจจุบันมีมีจำนวนเตียงให้บริการกว่า 580 เตียง ผู้ใช้บริการมากกว่า 1 ล้านรายต่อปี

 

“ตระกูลโสภณพณิช” ที่มีธุรกิจครอบคลุมทั้ง ธนาคารกรุงเทพ กรุงเทพประกันภัย กรุงเทพประกันชีวิต ยูเนี่ยนอุตสาหกรรมสิ่งทอ เป็นต้น เป็นผู้ร่วมลงทุนและก่อตั้งโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ร่วมกับกลุ่มนักธุรกิจและนายแพทย์ ที่มองเห็นโอกาสธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนในไทยในขณะนั้น เนื่องจากจำนวนเตียงไม่พอรองรับผู้ป่วยที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

 

บุคคลที่มีส่วนสำคัญในการบริหารตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันคือ “ชัย โสภณพนิช” ประธานกรรมการโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โดยชัย มีส่วนเกี่ยวข้องตั้งแต่การซื้อที่ดินที่เป็นที่ตั้งของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ซึ่งปัจจุบันที่ดินบนถนนสุขุมวิทแปลงนี้กลายเป็นทำเลทองในย่านใจกลางกรุงเทพชั้นใน

 

ปัจจุบัน ชัย ถือหุ้น BH ในนามส่วนตัวราวหุ้น 10.23 ล้านหุ้น หรือ 1.29% ของหุ้นทั้งหมด ขณะที่กลุ่มตระกูลโสภณพณิช ยังถือหุ้น BH ผ่านหลาย ๆ ทาง ทั้งในนามบริษัท ส่วนตัว และนอมินี อาทิ บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) UOB KAY HIAN (HONG KONG) LIMITED - Client Account GIC PRIVATE LIMITED บริษัท บริหารสินทรัพย์ทวี จำกัด STATE STREET EUROPE LIMITED บริษัท วัฒนโสภณพนิช จำกัด บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) และนายชาลี โสภณพนิช เป็นต้น

             

อาณาจักรโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ที่ตระกูลโสภณพณิช ครอบครองและดูแลอยู่มีความแข็งแกร่งขนาดนี้ กำลังถูกสั่นคลอนและอาจจะถึงขั้นที่ต้องเปลี่ยนมือเจ้าของ ที่มาที่ไปเป็นอย่างไร Wealthy Thai ได้สรุปมาให้ติดตามและลองคิดกันดูเราจะมีโอกาสเห็นเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริงหรือไม่!!!

 

BDMS หวังดอดฮุบ BH ราคาถูก

 

ท่ามกลางความท้าทายจากการแพร่ระบาดรุนแรงของ COVID-19 ที่ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินและตลาดหุ้นทั่วโลก จนทำให้ราคาหุ้นต่างๆ ตกลงโดยอาจไม่สะท้อนปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งหุ้น BH ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน

 

เป็นจังหวะให้ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ผู้บริหารเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ ที่มีนพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ เจ้าของฉายา ราชานักเทคโอเวอร์ เป็นเจ้าของและถือหุ้นใหญ่ ซึ่ง BDMS มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) สูงสุดในอุตสาหกรรมโรงพยาบาลในไทยและมาร์เก็ตแคปใหญ่เป็นเป็นอันดับ 3 ในกลุ่มการแพทย์โลก ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2563 ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท อนุมัติการเข้าทำคำเสนอซื้อหุ้นทั้งหมดโดยสมัครใจแบบมีเงื่อนไข (Conditional Voluntary Tender Offer) ในหุ้นทั้งหมดของ BH

 

ขณะนั้น BDMS ถือหุ้น BH อยู่ทั้งสิ้น 182.51 ล้านหุ้น หรือ 24.99% โดยบริษัทมีความประสงค์จะทำคำเสนอ ได้แก่ หุ้นสามัญจำนวน 32 ล้านหุ้น หรือ 74.83% หุ้นบุริมสิทธิจำนวน 21 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 0.17% และหุ้นกู้แปลงสภาพทั้งหมด ในราคา 125 บาทต่อหุ้น รวมเป็นมูลค่าเสนอซื้อทั้งสิ้น 8.56 หมื่นล้านบาท ในกรณีที่มีการปรับราคาเสนอซื้อ มูลค่ารวมของการทำคำเสนอซื้อหุ้นจะอยู่ระหว่าง 8.56 หมื่นล้านบาท -1.02 แสนล้านบาท

 

ผู้บริหารบำรุงราษฎร์ค้านดีลกินรวบ

 

การกระทำรูปแบบนี้เข้าข่ายการเข้าซื้อกิจการโดยไม่เป็นมิตร (Hostile Takeover) ซึ่งทางผู้บริหารของ BH ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงตอบโต้ทันทีว่า ไม่คาดคิดและไม่เคยทราบเรื่องการทำคำเสนอฯ ดังกล่าว โดยในอดีต BH และ BDMS ต่างดำเนินธุรกิจอย่างอิสระต่อกัน และปราศจากการประสานความร่วมมือทางธุรกิจใดๆ ซึ่งทั้งสองกลุ่มโรงพยาบาลดําเนินธุรกิจที่แข่งขันกัน และต่างก็เป็นผู้นําในธุรกิจด้านการแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ด้านท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) และการบริการทางการแพทย์ตติยภูมิให้กับกลุ่มลูกค้าระดับกลางถึงระดับสูง

 

ทั้งนี้เนื่องจาก BH เล็งเห็นถึงความสําคัญที่ผู้บริโภคจึงได้รับการบริการทางการแพทย์ตติยภูมิภายใต้การแข่งขันอย่างเป็นธรรม จึงจะขอเข้าเรียนปรึกษาและให้ความร่วมมือกับคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า กระทรวงพาณิชย์ เพื่อชี้แจงถึงสภาพการแข่งขันในธุรกิจด้านการแพทย์ในปัจจุบัน และขอความชัดเจนในเชิงนโยบายเกี่ยวกับการทําคําเสนอฯ โดย BDMS ดังกล่าวก่อน

 

อย่างไรก็ตามการดำเนินการต่างๆ ของ BDMS จะเกิดขึ้นได้ต้องผ่านการขอมติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นก่อน ซึ่งก่อนที่ COVID-19 จะระบาดนั้น BDMS จะมีการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2563 ในวันที่ 10 เม.ย. 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งล่าสุดได้เลื่อนออกไปเป็นวันที่ 2 ก.ค. 2563

 

แบงก์กรุงเทพซื้อหุ้น BH เพิ่มพอร์ตตระกูลโสภณพนิช

 

เมื่อถูกคนนอกรุกเข้ามาในอาณาเขต เจ้าของอาณาจักรอย่างตระกูลโสภณพนิช ก็ไม่นิ่งอยู่เฉย งัดไม้แรกออกมาตอบโต้ โดยเมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2563 ได้ส่งธนาคารกรุงเทพ เข้าซื้อหุ้น BH โดยเป็นการแปลงสภาพหุ้นกู้เป็นทุนมีราคาแปลงสภาพ 3.5 บาทต่อหุ้น ได้หุ้น 65.74 ล้านหุ้น ทำให้ปัจจุบันธนาคารกรุงเทพถือหุ้น BH อยู่ที่ 8.27% ทำให้สัดส่วนการถือหุ้น BH ของ ตระกูลโสภณพนิชเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันจากจำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้น ทำให้ BDMS ถือสัดส่วนถือหุ้นลดลงมาที่ 22.9%

 

เมื่อสอบถามความคืบหน้าดีลนี้กับ “ชัย โสภณพนิช” ได้รับคำตอบอย่างมั่นใจว่า ยังคุมเกมได้ และปัจจุบันกลุ่มตระกูลโสภณพนิช มีการถือหุ้นรวมกันไม่ต่ำกว่า 42%

 

“เราคิดว่าเราคุมเกมอยู่ ปัจจุบันกลุ่มเรามีหุ้น 42-43% โดยตระกูลโสภณพนิชถืออยู่ประมาณ 35% และ 8% ที่เป็นเพื่อนสนิทใกล้ชิดที่เขาจะมาออกเสียงให้เราได้ ส่วนของหมอปราเสริฐถืออยู่ 22.9% นอกนั้นเป็นผู้ถือหุ้นอื่นและเป็นกองทุนซึ่งเราไปควบคุมเขาไม่ได้ แต่ก็มีการเข้าไปเจรจากับผู้ถือหุ้นต่างชาติเอาไว้แล้วบางส่วน ซึ่งราคาที่เสนอมา เราไม่สนใจที่จะขาย เราคิดว่าราคาถูกเกินไป” ชัยระบุ

 

อย่างไรก็ตามชัยกล่าวว่า กระบวนการของดีลต้องเป็นไปตามขั้นตอน ซึ่งขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าทางผู้ถือหุ้นของ BDMS จะมีมติอนุมัติหรือไม่ เพราะยังได้ได้ประชุมผู้ถือหุ้น โดยจะต้องอนุมัติในเรื่องการทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์ หุ้นที่เหลือทั้งหมด และอนุมัติการจัดหาแหล่งเงินกู้สำหรับดำเนินการทั้งหมด ที่คาดว่าจะต้องใช้เม็ดเงินราว 8 หมื่นล้านบาท - 1 แสนล้านบาท ซึ่งหากทางผู้ถือหุ้นของ BDMS อนุมัติแล้ว จึงจะมีการเสนอทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์มายังผู้ถือหุ้นของ BH

 

ชี้คุมตลาดบน-ผูดขาดตลาด

 

สำหรับที่มาที่ไปก่อนที่จะเกิดของดีลนี้นั้น ชัยให้คำตอบว่า ไม่มีสัญญาณมาก่อนล่วงหน้านี้ ซึ่งโดยส่วนตัว ตนและหมอปราเสริฐ ก็รู้จักกันมานานแล้ว ซึ่งชัยอธิบายให้ฟังว่า หากเทียบราคาหุ้นในช่วง 5-6  ปีก่อน หุ้น BDMS มีอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) 35 เท่า ส่วน BH อยู่ที่  24-25 เท่า เทียบกันของเราถูกเมื่อเทียบกับของเขา ทำให้ BDMS ทยอยสะสมหุ้นเข้ามาต่อเนื่อง แต่หากดูปีที่แล้ว (2562) เราพีอี 26-27 เท่า ขณะที่ BDMS อยู่ที่ 28 เท่า ด้วยความที่พีอีต่างกันไม่มากนัก มองว่าไม่คุ้มที่จะมาซื้อเรา แต่ที่เขามาสนใจเพราะอยากคุมตลาดบนโรงพยาบาลเอกชน เพราะแต่ถ้าพูดถึงโรงพยาบาลตลาดบน โรงพยาบาลระดับ 5 ดาว หากเขาซื้อเราไปแล้ว ก็จะไม่เหลือคู่แข่งเลย อาจจะมีโรงพยาบาลวิชัยยุทธที่อยู่ระดับเดียวกัน ส่วนโรงพยาบาลอื่น ๆ ที่มีอยู่ไม่ได้อยู่ในระดับที่เท่ากับ BH จึงถือว่าเป็นการผูกขาดตลาด

 

นอกจากนี้ชัยยังพูดติดตลกว่า อาจจะเปลี่ยนชื่อโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เป็นราษฎร์บำรุง เพราะด้วยความเป็นโรงพยาบาลที่อยู่ในตลาดบน มีการบริการแตกต่างและค่ารักษาแพงมาก จึงไม่ใช่เราเป็นฝ่ายบำรุงราษฎร แต่เป็นราษฎรต้องมาบำรุงเราเสียมากกว่า (ยิ้ม)

 

“เราอยู่ในตลาดบน ค่ารักษาของแพงมากกว่าอยู่แล้วเทียบกับตลาด ถ้าเขาซื้อเราได้ เขาจะสามารถคุมโรงพยาบบาลเอชนตลาดบนได้ ต่อไปถ้าวันไหนที่แม้ว่าเรามีเงิน แต่เขาคุมหมดแล้ว 4-5 โรงพยาบาลแรกหมดแล้ว ไม่มีทางเลือกก็ต้องใช้บริการ” ชัยกล่าว

 

เตรียมพร้อมรับมือเทนเดอร์ออฟเฟอร์

 

ข้อมูลราคาหุ้น BH จาก SETSMART ปิดตลาดเมื่อวันที่ 29 พ.ค. ที่ 120 บาท ขณะที่ราคาสูงสุดในรอบ 1 ปีหรือ 52 สัปดาห์อยู่ที่ 176 บาท และราคาต่ำสุดรอบ 52 สัปดาห์อยู่ที่ 105 บาท ทั้งนี้ราคาหุ้น BH เคยปิดสูงสุดถึง 193 บาท เมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2561

 

แม้ว่าจะยังไม่ชัดเจนว่าทาง BDMS จะเดินหน้าต่อดีลนี้หรือไม่ หรือจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร เพราะยังต้องรอความชัดเจนจากการประชุมผู้ถือหุ้น ในวันที่ 2 ก.ค. 2563 แต่ชัยระบุว่า ขณะนี้ได้จ้างที่ปรีกษาทางการเงิน (FA) อิสระ เพื่อประเมินมูลค่าของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ควรจะเป็นอยู่ที่หุ้นละเท่าไร จากข้อมูลต่างๆ ทั้งผลการดำเนินงานที่ผ่านมาเป็นอย่างไร แนวโน้มธุรกิจและตลาดในอนาคตเป็นอย่างไร เผื่อว่าในกรณีที่ได้รับคำเสนอทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์ เพื่อช่วยประกอบการตัดสินใจของผู้ถือหุ้นว่าเขาจะขายหุ้น หรือจะเก็บหุ้นเอาไว้

 

ยกตัวอย่าง ปัจจุบันราคาหุ้น BH อยู่ประมาณ 110 กว่าบาท หาก BDMS บอกว่าจะซื้อที่ราคา 125 บาท แต่ถ้าเอฟเอบอกว่าระยะยาวราคาอาจจะไปถึง 200 บาทก็ได้ ซึ่งด้วยสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 นั้นราคาไม่น่าจะถึงแน่ เพราะโรงพยาบาลเราอาศัยผู้ป่วยต่างชาติมากกว่า 50% ซึ่งช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาก็ได้รับผลกระทบจากจำนวนคนไข้ต่างชาติที่ลดลงไปมาก แต่หากเอฟเอประเมินแล้วราคาออกมา 100 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาที่ BDMS เสนอ เหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่ผู้ถือหุ้นต้องพิจารณาว่าจะขายหรือไม่

 

“คาดว่าเอฟเอจะประเมินราคาแล้วเสร็จเร็วๆ นี้ แต่เราต้องรอที่ประชุม BDMS อนุมัติก่อน และ BDMS มีการทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์มาว่าจะซื้อที่ราคาหุ้นละเท่าไร ซึ่งหลังจากนั้นเราจะเราจะแจ้งข้อมูลจากเอฟเอให้ผู้ถือหุ้นทราบ และให้เขาพิจารณาจะเก็บเอาไว้หรือขาย” ชัยกล่าว

 

มั่นใจธุรกิจโรงพยาบาลเติบโตดีต่อเนื่อง

 

แน่นอนที่สุด หากจะพูดถึงผู้ที่มีความผูกพันกับโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์มากที่สุด จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก “ชัย โสพณพนิช” เขาอยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับตลอด 40 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ที่บนผืนดินที่ตั้งของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์แห่งนี้ยังรกร้างว่างเปล่า แต่ชัยก็บอกว่า หากท้ายที่สุด กลุ่มหมอปราเสริฐ มีการทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์และได้หุ้นไปมากกว่า 50% ซึ่งจะทำให้มีสิทธิ์ในการควบคุมการบริหารกิจการ การเลือกคณะกรรมการ เลือกฝ่ายบริหารใหม่ ก็คงต้องยอมรับ เพราะมันก็ไม่มีอะไรที่แน่นอน ต้องนำหลักทางศาสนามาพูด ถ้าคนอื่นทำได้ดีกว่าก็ปล่อยให้เขาทำไป อย่างไรก็ตามเรามีทางเลือก 2 ทางว่าจะขายหุ้นหรือเก็บหุ้นเอาไว้  

 

แต่สิ่งหนึ่งที่ชัยเชื่อมั่นก็คือ เขามองว่าธุรกิจโรงพยาบาลเป็นธุรกิจที่แม้จะเติบโตช้า แต่ก็เติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป ธุรกิจโรงพยาบาลมีคนไข้เพิ่มขึ้นทุกวัน กำไรไม่ได้เว่อร์ ไม่พุ่ง แต่คงที่และไปได้เรื่อยๆ ไม่ปัจจัยมีฤดูกาล หรือปัจจัยที่ธุรกิจจะถูกกระทบ เหมือนธุรกิจโดยทั่วไปมักจะมีวัฏจักร มีรอบธุรกิจที่เติบโตและตกต่ำก่อนจะกลับมาอีกครั้ง

 

สำหรับขณะนี้สถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ที่เกิดขึ้น กระทบให้การเดินทางระหว่างประเทศถูกปิด ผู้ป่วยต่างชาติไม่สามารถเดินทางไม่ได้ มองว่าเป็นปัจจัยกระทบชั่วคราวเฉพาะปีนี้ และประเมินว่าไม่น่าเกิน 6 เดือนหรือช่วงปลายปีนี้ น่าจะสามารถเริ่มเดินทางระหว่างประเทศได้ ซึ่งจะทำให้จำนวนผู้ป่วยต่างชาติเริ่มกลับมา เป็นผลดีต่อธุรกิจโรงพยาบาล โดยเฉพาะโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ที่มีรายได้จากต่างชาติค่อนข้างสูง

 

ฟังจากคำพูดของชัย เขาตั้งการ์ดไว้อย่างแข็งแกร่ง เชื่อว่าเขาจะรักษาอาณาจักรของตระกูลโสภณพนิชแห่งนี้ไว้ได้

 

แต่ที่สุดแล้วดีลประวัติศาสตร์ระหว่างโรงพยาบาลทั้งสองแห่ง จะเห็นกลยุทธ์การตอบโต้ระหว่างผู้นำทั้งสองคนอย่างไรอีกบ้าง ยังต้องติดตามกันต่อไป...อย่างใกล้ชิด

 

หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติม Wealthy Thai ไม่พลาดที่จะนำมารายงานให้นักลงทุนทราบแน่นอน!!!

Share: