ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจชี้จุดตายปีนี้ “คนตกงาน” พร้อมปรับลด GDP หดตัว 6%

รัฐบาลคลายล็อคดาวน์ 3 อีกครั้ง ประชาชนและธุรกิจแม้จะกลับมาใช้ชีวิตผ่อนคลายกว่าเดิม แต่ด้วยมาตรฐานระยะห่างทางสังคม วิถีชีวิตใหม่จึงไม่เหมือนเดิม ส่งผลให้การกลับมาของธุรกิจและเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังนี้ ก็ไม่เหมือนเดิมเช่นกัน และยังมีความเสี่ยงให้ต้องเผชิยหน้าด้วย


มาฟังมุมมองของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ”ส่องเศรษฐกิจไทย หลังปลดล็อก” โดย นางสาวธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการ และนางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ จะต้องรับมือกันอย่างไร


นางสาวณัฐพร กล่าวว่า ศูนย์วิจัยฯ ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยหลังปลดล็อกหดตัว 6% จากเดิมคาดการณ์ที่ -5%เนื่องจากภาคเอกชนทั้งการบริโภคและการลงทุนหดตัวลงลึกอยู่ และภาคส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ดังนั้นจะเหลือเพียงภาครัฐที่ยังมีการใช้จ่ายและการลงทุน ที่เป็นตัวหลัก


สิ่งที่น่าห่วงในครึ่งปีหลัง คือ คนตกงาน จะเริ่มมองหางานทำ หลังจากที่เม็ดเงินเยียวยาจากภาครัฐหมดลง แม้ว่ารัฐบาลจะแจกเงินให้แตะเกือบทุกกลุ่มประชากรจำนวน 68 ล้านคนแล้วก็ตาม ทั้งนี้สภาพัฒน์ มองว่า คนตกงานมีจำนวนหลายล้านคน ณ เดือนเม.ย. ที่ผ่านมา


“จุดถัดไปมาตรการเยียวยารัฐหมด หลังส.ค. มีคำถามว่า คนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด ซึ่งสศช. ประเมินว่าคนว่างงาน 4 แสนคนต่อเดือน แต่จากนี้เป็นหลักล้านคน โดยเฉพาะช่วงล็อคดาวมีจำนวนหลายล้านคน แต่พอกลับไปสู่สถานการณ์คลายล็อกดาวน์แล้ว ก็ไม่สามารถหางานทำได้ จะมีคนตกงานค้างอยู่แน่ในครึ่งปีหลัง สถานประกอบการ ก็ใช้คนทำงานน้อยลง คนกลุ่มนี้รับเงินเยียวยาหมดจะทำยังไง และก็คงไม่หนุนเรื่องการใช้จ่ายภาคครัวเรือนแน่นอน“


ด้านภาคต่างประเทศ ขณะนี้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งกระทบต่อภาคส่งออกและนำเข้า ซึ่งอาจจะเห็นตัวเลขติดลบใกล้ๆ 2 หลักในช่วงระหว่างปีนี้ เนื่องจากบางประเทศมีการปิดประเทศจากโควิด-19 ทำให้ไม่สามารถขนส่งสินค้าได้


อย่างไรก็ตาม ปีนี้ ไทยได้อานิสงส์จากการส่งออกทองคำอย่างมาก จากราคาทองคำปรับตัวขึ้นแรงจากสถานการณ์โลกไม่แน่นอน จึงมีแรงเทขายออกปริมาณ โดยเดือนเม.ย. มีการส่งออกมากถึง 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบเท่ากับปีที่แล้วทั้งปี สำหรับระยะข้างหน้า การส่งออกจะสูงหรือลดลง ขึ้นกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกด้วย


แต่หากดูเฉพาะในส่วนของการผลิตเพื่อส่งออกสินค้า พบว่ากำลังการผลิตใช้เพียง 55% (ณ เดือน เม.ย.) เท่านั้น ซึ่งภาคอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากภาคการผลิตมาก คือ รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และพลังงาน


ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ปรับลดตัวเลขประมาณการภาคเศรษฐกิจต่างๆติดลบยกเว้นภาครัฐ โดยปีนี้ ภาคการบริโภคเอกชน -2.3% และการลงทุนเอกชน -4.5% การส่งออกติดลบ 6.1% และนำเข้า -10.9% ส่วนเครื่องยนต์รัฐบาล พบว่าภาคการบริโภค 2% และการลงทุน 3.1% โดยประเมินภายใต้มาตรการต่างๆของภาครัฐแล้ว และหากดูเป็นรายไตรมาส คาดว่าไตรมาส 2 จะปรับตัวติดลบมากสุด และไตรมาส 3 และ 4 ติดลบน้อยลง


สำหรับความเสี่ยงเศรษฐกิจในครึ่งปีหลัง นอกจากเรื่องคนตกงานที่จะฉุดการใช้จ่ายภาคครัวเรือนแล้ว ซึ่งจะต้องติดตามมาตรการการฟื้นฟูเศรษฐกิจ 4 แสนล้านบาท จะช่วยดูแลการจ้างงานได้ตรงจุดอย่างไร


ศูนย์วิจัยฯชี้ว่า ยังมีอีก 2 ความเสี่ยงที่มีความไม่แน่นอนสูง คือ การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังไม่จบและมีโอกาสเกิดการระบาดซ้ำ ซึ่งจะส่งผลต่อการใช้มาตรการล็อคดาวน์อีกหรือไม่ และความเสี่ยงจากต่างประเทศโดยมาจากสหรัฐ ที่มีปัญหาการเมืองทั้งในและต่างประเทศ และยังมีปัญหาการแพร่ระบาดโควิด ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อตลาดทุนทั่วโลก และจะกระทบทั้งภาคส่งออกไทยและค่าเงินบาท ซึ่งคาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะเห็นเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 32-35 บาทต่อดอลลาร์


ส่วนทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของไทย ขณะนี้ ธปท. ได้ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 0.50% แล้ว ซึ่งในช่วงที่เหลือยังมีพื้นที่ให้ปรับดอกเบี้ยลดลง ซึ่งจะไม่ถึงกับติดลบเช่นยุโรปและญี่ปุ่น ส่วนสหรัฐฯธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ได้กล่าวเผื่อไว้ว่ามีโอกาสติดลบเช่นกัน


พระเอกที่จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยในช่วงจากนี้ไป นางณัฐพร กล่าวว่า คงเป็นนโยบายการคลัง ซึ่งจากวิกฤตในครั้งนี้ จะเห็นว่า เม็ดเงินจากมาตรการการคลังส่งผ่านได้เร็วสุด เพราะมาตรการเงินเยียวยากวงเงิน 6 แสนล้านบาท ได้แจกจ่ายทุกๆกลุ่มของประชากรที่มีจำนวน 68 ล้านคน และยังเหลือเงินอีกส่วนหนึ่งด้วย ซึ่งจะต้องดูเงินเยียวยาที่เหลือนี้จะนำไปใช้อย่างไร


ในส่วนของมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจ 4 แสนล้านบาท ยังเป็นสิ่งที่ต้องติดตามว่าจะใช้เงินให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดแก่ภาคต่างๆได้อย่างไร โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว ที่จะต้องได้รับการต่อลมหายใจมากที่สุด


“ส่วนความเป็นห่วงหนี้สาธารณะจากรัฐบาลก่อหนี้สูง 1 ล่านล้านบาทนั้น มองง่า ปีหน้าจะมีสูงขึ้น 59%ของGDP และจะสูงแตะ 60%ในระยะ 2-3 ปี “


ขณะที่มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ที่ธปท. ออกมา คาดหังวว่าจะช่วยต่อลมหายใจให้ธุรกิจเอสเอ็มอีได้ โดยเฉพาะการจ้างงาน โดยปัจจุบัน ธุรกิจเอสเอ็มอีในไทยมีจำนวน 3 ล้านราย จ้างงานทั้งหมด 13 ล้านคน หรือเฉลี่ยรายละ 4-5 ราย ทั้งนั้นขึ้นกับประเภทธุรกิจด้วย


นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า 3 ธุรกิจที่ฟื้นตัวได้ช้าสุด คือ ธุรกิจท่องเที่ยว รถยนต์ และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะต้องใช้เวลามากกว่า 1 ปี กว่าจะกลับมาสู่ขนาดธุรกิจเท่า ปี 2562


“เรื่องสภาพคล่องยังจำเป็นสำหรับภาคธุรกิจ ซึ่งผุ้ประกอบการก็ต้องหาสินค้าและบริการใหม่ๆที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ตรงจุดและจับต้องกลุ่มเป้าหมายได้ และสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าเช่น การท่องเที่ยว มีกลุ่มนักธุรกิจที่ต้องเดินทาง นักท่องเที่ยวรายได้ระดับสูงอยากเที่ยว ผู้ประกอบการก็ต้องใช้การตลาดเชิงรุก หาลูกค้า ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่ก็ต้องปรับตัวและใช้เวลานานกว่าจะกลับมาได้”


ขณะที่กลุ่มธุรกิจค้าปลัก ยังคงต้องใช้กลยุทธ์ที่หลากหลายและผสมผสานช่องทางทำตลาดและการขายทั้งออนไลน์ด้วย โดยเฉพาะการปรับสินค้าให้ตอบโจทย์สร้างประสบการณ์ให้ล฿กค้ากลับมาซื้อซ้ำและบอกต่อ


ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวเพิ่มว่า จากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้คนตกงานเริ่มตระหนักถึงการมีเงินออมมากขึ้น แต่ในอีกด้านของคนมีเงินออม มองหาช่องทางลงทุนในภาวะดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งขณะนี้นอกจากนี้มีเงินฝากแล้ว รัฐบาลมีการออกพันธบัตรไม่ทิ้งกัน ซึ่งให้ผลตอบแทนต่ำ แต่มีความปลอดภัย ขณะที่หุ้นกู้มีความเสี่ยงสูงขึ้น แต่ก็ขึ้นกับเครดิตเรทติ้งของผู้ออก อย่างไรก็ตามทุกการลงทุนมีความเสี่ยง

Share: