โบรกฯหวั่นกำไรบจ.ติดลบหนัก 48% เซ่นพิษCOVID-19

Highlight

  • มองหุ้นไทย Q2/63 ยังผันผวน เหตุราคาเริ่มแพง - เจอปัจจัยเสี่ยงรุมเร้าต่อเนื่อง

  • แนะนลท.ระมัดระวังการลงทุน เลือกหุ้นที่ฟื้นตัวได้ดีหลังสถานการณ์ COVID-19

 

 

นาย ปรเมศร์ ทองบัว ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัท หลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในไตรมาส 2/63 คาดการณ์เบื้องต้นว่ากำไรสุทธิจะติดลบ 48% จากผลกระทบการระบาดของ COVID-19 โดยบางกลุ่มอุตสาหกรรมกำไรสุทธิอาจจะออกมาดีกว่าคาดการณ์ไว้หากดีมานด์มีการฟื้นตัว หลังปลดมาตรการล็อกดาวน์และราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น


ซึ่งบริษัทจะมีการอัพเดตตัวเลขใหม่อีกครั้งหลังเห็นตัวเลขต่างๆในของเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน ซึ่งมีโอกาสที่จะดีกว่าคาดการณ์ไว้ โดยจะช่วยให้แนวโน้มตลาดหุ้นดีขึ้นด้วยเช่นกัน


ส่วนกำไรทั้งปีติดลบ 18.3% จากผลกระทบการระบาดของ COVID-19 ซึ่งไม่อยากให้นักลงทุนโฟกัสกำไรในปีนี้มากนัก เนื่องจากเป็นปีที่มีพื้นฐานไม่ปกติ โดยอยากให้มองข้ามไปถึงปีหน้าแทน ที่เป็นปีจะเห็นการฟื้นตัวของกำไรสุทธิและเป็นพื้นฐานที่เหมาะสม


สำหรับคาดการณ์เศรษฐกิจในประเทศ จะเริ่มมีทิศทางการฟื้นตัวหรือเริ่มเป็นบวกได้ในช่วงไตรมาส 3/63 - 4/63 จากที่ไตรมาส 2/63 จะติดลบ 8%-16% เช่นเดียวกันกับในหลายๆประเทศ โดยทั้งปีประเมินว่าจะติด 4.5 -9.3%


ในช่วงระยะสั้นตลาดมีโอกาสที่จะผันผวนจาก forward PER ที่อยู่ในระดับ 20 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่ค่อนข้างสูง รวมถึงความกังวลต่อสถานการณ์ในประเทศและต่างประเทศที่มีปัจจัยเสี่ยงเพิ่มขึ้นและมีผลต่อเศรษฐกิจ ซึ่งมองเป้าดัชนี SET ในไตรมาส 2/63 ที่ 1,370 จุด


แต่ในระยะกลางถึงระยะยาวตลาดมีโอกาสที่จะขึ้นได้ต่อ เนื่องจาก PER ในปี 64 ยังอยู่ที่ 15.9 เท่าซึ่งเป็นระดับที่ค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับอดีตที่ระดับ 17 เท่า และทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ดีขึ้น


โดยมุมมองต่อตลาดในช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าจะฟื้นตัวได้ไม่ดีนัก จากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดระหว่างจีนและสหรัฐฯ นโยบายช่วงหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐและแนวโน้มตัวเลขผู้ติดเชื้อ ซึ่งหากทิศทางออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ก็ทำให้ตลาดขึ้นได้ต่อและปลายปีมีโอกาสที่ SET จะแตะ 1,436 จุด


แต่อย่างไรก็ดี การซื้อขายในช่วงนี้จะเห็นการหมุนตัวหุ้นมาเล่นในตัวที่ P/Eถูก อย่างกลุ่มธนาคาร อสังหาริมทรัพย์และอาหาร เนื่องจากหุ้นบางตัวที่ได้รับผลดีของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและผลประกอบการเริ่มกลับมาดีขึ้น ราคาได้ขึ้นไปก่อนแล้ว


จึงแนะนำนักลงทุนให้ลงทุนในเป็นกลุ่มที่จะฟื้นตัวได้หลัง COVID-19 และราคายังขึ้นไม่มาก อย่างกลุ่มโรงพยาบาล ไฟแนนซ์ สินค้าฟุ่มเฟือย และท่องเที่ยว อีกหนึ่งกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ประกอบไปด้วย กลุ่มคอมเมิร์ซและกลุ่มอสังหาริมทรัพย์

 




ด้านนายอิสระ อรดีดลเชษฐ์  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัท หลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สำหรับเศรษฐกิจในประเทศประเมินว่าจะเริ่มมีการฟื้นตัวขึ้น หลังจากการคลายปลดล็อกดาวน์ทำให้เริ่มมีการทยอยเปิดธุรกิจ แต่อย่างไรก็ดีการเปิดเมืองต้องระมัดระวังการระบาดของ COVID-19 รอบที่สอง ซึ่งทำให้กดดันจีดีพีลงต่ำสุดในไตรมาสที่ 2/63


โดยปัจจัยสำคัญที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยต่อจากนี้ที่ บริษัทจับตามองเป็นพิเศษจะประกอบไปด้วยอัตราการใช้กำลังการผลิตการที่จะเริ่มฟื้นตัวได้ช่วงไหน ซึ่งจะเป็นตัวยืนยันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้ดี และเปลี่ยนแปลงของอัตราการเข้าโรงแรม


ส่วนปัจจัยภายนอกให้ติดตามการนำเข้าสินค้าของซัพพลายเชน อย่างประเทศจีนและสหรัฐฯว่าจะเริ่มมีการนำเข้าสินค้าได้ช่วงไหน ซึ่งคาดว่าจะเห็นการขยับตัวของจีนก่อน หลังจากรัฐได้เร่งการปล่อยสินเชื่อให้แก่กลุ่มเอกชน เพื่อกระตุ้นการบริโภคและการลงทุน


ส่วนดัชนีตลาดหุ้นไทยยังคงมีโอกาสฟื้นตัวต่อได้ เนื่องจากนักลงทุนได้มองข้ามสถานการณ์ระบาดCOVID-19 มายังจุดของภาวะเศรษฐกิจหลังจากนี้จะมีทิศทางอย่างไร


หลังจากรัฐบาลได้อัดเม็ดเงินในนโยบายการเงินและการคลัง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและให้เกิดเงินเฟ้อ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ดัชนีตลาดหุ้นขยับตัวขึ้น สะท้อนจากเหตุการณ์ Subprime Crisis ในอดีตที่มีออกนโยบายใกล้เคียงกัน


ขณะเดียวกันฟันด์โฟลด์ คาดการณ์ว่าจะจากสถานการณ์ COVID-19 ทำให้ตลาดที่พัฒนาแล้วได้รับผลกระทบต่อเศรษฐกิจค่อนข้างเยอะและฟื้นตัวได้ช้า จึงทำให้ตลาดเกิดใหม่ที่ได้รับผลกระทบน้อยกว่าและฟื้นตัวได้เร็ว มีโอกาสที่ฟันด์โฟลด์จะไหลเข้ามาก่อน


คำแนะนำการลงทุนต่อจากนี้นักลงทุนต้องระมัดระวังมากขึ้น เนื่องจากตลาดหุ้นที่มีการฟื้นตัวขึ้นมาถึง 1,300 จุดในระยะสั้น ถือว่าเริ่มแพงโดยสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 3 เท่า อิงP/E 3ปีข้างหน้า


จึงอยากให้นักลงทุนที่ถือหุ้นราคาแพง มายังกลุ่มหุ้นเชิงรับ มีการปันผลสม่ำเสมอ มีกำไรสุทธิที่ชัดเจน อย่างหุ้นไอซีที สาธารณูปโภค และโรงกลั่น เนื่องจากมีในช่วงระยะสั้นที่โอกาสที่ตลาดจะปรับฐานลงมา


รวมถึงจับตาทิศทางของเศรษฐกิจว่าจะมีการฟื้นตัวได้เร็วแค่ไหนและมาตรการของสาธารณสุขว่าจะมีการป้องกัน การดูแลเพิ่มเติมเป็นอย่างไรและจะมีวัคซีนป้องกันออกมาได้ช่วงเวลาไหน

Share: