The Conversation EP.16 วิเคราะห์เศรษฐกิจหลังปลดล็อคดาวน์ GDP ติดลบหนัก หวัง “ยาแรง” คลายวิกฤติ

หลังจากที่รัฐบาลประกาศหยุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจมาประมาณ 2 เดือน เพื่อลดการระบาดของไวรัส Covid-19 เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคมที่ผ่านมา ได้ทยอย “ปลดล็อคดาวน์” ในบางธุรกิจ เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดด้านเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตของผู้คนให้ออกนอกบ้านได้บ้าง แต่ยังต้องรักษาระยะห่าง หรือ Social Distancing อย่างเคร่งครัด


ล่าสุดทางสภาพัฒน์ฯ ประกาศอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ไตรมาส 1/2563 ติดลบ 1.8% และคาดการณ์ทั้งปีติดลบ 5-6% The Conversation EP.16 จึงได้สัมภาษณ์ “ดร.อมรเทพ จาวะลา” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ในประเด็นเศรษฐกิจในช่วงปลดล็อคดาวน์ เฟส 2 ว่าเป็นอย่างไรบ้าง และทางซีไอเอ็มบีได้คาดการณ์เศรษฐกิจไตรมาส 2 และมองภาพรวมเศรษฐกิจที่เหลือของปีไว้อย่างไรบ้าง

 

 

Q : ภาพรวมเศรษฐกิจในช่วงปลดล็อคดาวน์ เฟส 2 เป็นอย่างไร? ในสภาวะที่การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจยังไม่เต็มร้อย

A: มองภาพว่าเป็นข่าวดีที่ในวันนี้ เราคลายล็อคดาวน์ เพื่อให้คนทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น ในธุรกิจร้านอาหาร เครื่องดื่ม ค้าขาย ให้พอที่จะมีรายได้เข้ามาได้บ้าง อย่างไรก็ตามแม้ว่าเป็นข่าวดีก็จริง แต่ยังไม่พอที่จะชดเชยรายได้ที่หายไปก่อนหน้าได้ และยังไม่สามารถชดเชยได้กลับมาเต็มร้อย ถ้าเข้าไปในห้างฯ นอกจากเรื่องความเชื่อมั่น ทั้งมาตรการต่างๆ และการรักษาระยะห่างทางสังคม การกลับมาคราวนี้สิ่งที่เป็นประเด็นคือ รายได้ของผู้บริโภคที่หายไปในช่วงก่อนหน้า ทำให้กำลังซื้ออยู่ในระดับที่ต่ำ


“แม้ว่าจะคลายล็อคดาวน์แล้ว แต่ยังต้องใช้เวลาอีกนานในการฟื้นเศรษฐกิจ กว่าที่กำลังซื้อผู้บริโภคและยอดขายในธุรกิจต่างๆ จะกลับมาเหมือนในช่วงก่อนหน้าได้ ขณะเดียวกันในวันนี้ธุรกิจท่องเที่ยวยังไม่เห็นปัจจัยเชิงบวก ซึ่งเป็นปัจจัยที่ต้องอาศัยแรงฟื้นตัวมากกว่าธุรกิจอื่นๆ ต้องรออีกพักใหญ่” ดร.อมรเทพกล่าว

 

 

Q : คาดการณ์ GDP ไตรมาส 2/2563 และภาพรวมเศรษฐกิจช่วงที่เหลือของปี

A: ดร.อมรเทพกล่าวว่า สำหรับ GDP ไตรมาสนี้ เรามองว่ามีเศรษฐกิจจะถึงจุดต่ำสุด โอกาสหดตัวถึง 14% แม้ว่าในไตรมาส 1/2563 จะติดลบแค่ 1.8% ส่วนในช่วงครึ่งปีหลัง GDP อาจจะลดการหดตัวลง ประเมินว่าจะติดลบ 10% เนื่องจากการหดตัวที่ลึกและลากยาวของเศรษฐกิจที่มากกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้า โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่จะฟื้นตัวช้า ทางเราจึงได้ปรับลดมุมมองการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้ลงจากติดลบ 6.4% เป็นติดลบ 8.9%


“ปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจไตรมาส 2 มีโอกาสติดลบมากที่สุดถึง 14% เป็นเพราะรายได้การท่องเที่ยวที่แทบจะหายไปทั้งหมด คือโจทย์ที่เราต้องจับตาดู อีกปัจจัยคือการส่งออก เพราะอย่าลืมว่าไม่ใช่ประเทศไทยประเทศเดียวที่ล็อคดาวน์ แต่ประเทศอื่นๆ ก็จำกัดการเข้าประเทศด้วย ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐหรือจีนเองก็ดี ทำให้กำลังซื้อในต่างประเทศเองก็อ่อนลงเช่นกัน ส่วนการบริโภคเอกชนหรือการลงทุนภาคเอกชนก็น่าจะติดลบเช่นกัน มีพระเอกอยู่ตัวเดียวคือ การใช้จ่ายภาครัฐ จะเป็นตัวเดียวในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ที่จะเข้ามาชดเชยรายได้ โดยเฉพาะคนตกงานช่วง Covid-19 แต่ก็ไม่มากพอที่จะชดเชยรายได้ได้ทั้งหมด” ดร.อมรเทพกล่าว


ดังนั้นแม้รัฐบาลได้อัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู้ระบบด้วยการออกมาตรการชดเชยรายได้ให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากไวรัสโควิด-19 อีกทั้งทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาตรการลดภาระผู้กู้ในการชะลอการชำระหนี้ชั่วคราว และได้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายพร้อมอัดฉีดเงินเพื่อรักษาเสถียรภาพตลาดตราสารหนี้ แต่ปัจจัยความเสี่ยงทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะจากภาคต่างประเทศ ที่การส่งออกสินค้ามีโอกาสหดตัวได้ถึง 20% และจำนวนนักท่องเที่ยวมีโอกาสหดตัวได้ถึง 90%  


และที่เราต้องเตือนคือวิกฤติเศรษฐกิจรอบนี้อาจเลวร้ายที่สุดที่ประเทศไทยเคยเผชิญ ซึ่งจะรุนแรงกว่าวิกฤติต้มยำกุ้งที่เศรษฐกิจไทยในปี 2541 หดตัว 7.63% โดยเฉพาะไตรมาสที่ 2/2540 ที่หดตัวลึกถึง 12.53% แต่รอบนี้อาจได้เห็นเศรษฐกิจหดตัวเลขสองหลักอีกครั้งและลากยาวกว่าเดิม

Share: