โค้งสุดท้าย “กอง SSFX”…ซื้อได้ถึง ‘30 มิ.ย. 63’ นี้ เท่านั้น!!!

“การลงทุนระยะยาว” เองก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่ต้องการเก็บออมเงิน และหวังให้ออกดอกออกผล เพื่อที่จะมีเพียงพอในชีวิตวัยเกษียณ

 

ปัจจุบันมี “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund : RMF)” รองรับไว้อยู่แล้ว

 

และในปีนี้ยังได้ “กองทุนรวมเพื่อการออม (Super Saving Fund :SSF)” เข้ามาทดแทน “กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (Long Term Equity Fund : LTF)” ที่ได้สิ้นสุดลงในปี 62 ที่ผ่านมา


แต่ดูเหมือนว่า ‘กองทุน SSF’ ยังไม่ตอบโจทย์ตลาดทุนเท่าไรนัก เพราะนโยบายลงทุนเปิดกว้าง ไม่ได้โฟกัสเข้ามาใน ‘ตลาดหุ้นไทย’ แบบ ‘กอง LTF’


ประกอบกับพิษ ‘ไวรัส COVID-19’ กดดันตลาดหุ้นทั่วโลกรวมทั้งหุ้นไทยแดงเดือดในช่วงต้นปี รัฐจึงเปิดให้มี “กองทุนเพื่อการออมพิเศษ (SSF Extra : SSFX)” เพิ่มเติมขึ้นมา ที่โฟกัสการลงทุนในหุ้นไทยไม่น้อยกว่า 65% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ

 

แยกประโยชน์ทางภาษีออกจาก ‘กอง SSF’ ปกติ โดยให้ขายได้ 3 เดือน (1 เม.ย. – 30 มิ.ย. 63) เท่านั้น

 

ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ ได้นำข้อมูลมาแชร์ให้แก่ผู้อ่านและนักลงทุนที่มีความสนใจ เพื่อให้มีความเข้าใจที่ดีมากยิ่งขึ้น

 

“กองทุน SSF”…หนุนการออมเพื่อเกษียณ ระยะเวลาลงทุนแค่ 10 ปี

 

สำหรับ “กองทุนรวมเพื่อการออม (Super Saving Fund :SSF)” เป็นกองทุนที่มุ่งเน้นการออมระยะยาวและเป็นตัวช่วยในการลดหย่อนภาษีที่มาทดแทนกองทุน LTF ที่เพิ่งหมดอายุไปเมื่อปี 2562 มีนโยบายลงทุนเปิดกว้างลงทุนในหลักทรัพย์อะไรก็ได้คล้าย ‘กอง RMF’ แต่ระยะเวลาการลงทุนจะสั้นกว่าเพียง 10 ปี เท่านั้น

 

                        

 

ซึ่งกองทุนดังกล่าว มี 4 สิ่งสำคัญที่นักลงทุนอย่างเราต้องรู้ คือ

 

1.ไม่มีเงินลงทุนขั้นต่ำและไม่จำเป็นต้องลงต่อเนื่องทุกปี

2.ใช้ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 2 แสนบาท

3.ซื้อแล้วต้องถือให้ครบ 10 ปี นับแบบวันชนวัน

4.กองทุนสามารถลงทุนในหลักทรัพย์อะไรก็ได้ ทั้งหุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ ตราสารหนี้หรือหุ้นกู้ กองทุนดัชนี กองทุนทองคำ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ

 

หวัง “กองทุน SSFX”…หนุน ‘ตลาดหุ้นไทย’

 

แต่ที่แวดวงตลาดทุนให้ความสนใจนั่นคือ การถือกำเนิดแบบเฉพาะกิจของ “กองทุนเพื่อการออมพิเศษ (SSF Extra : SSFX)” ที่มีเป้าหมายชัดเจนว่าต้องการให้เข้ามาช่วยพยุงตลาดหุ้นไทยในช่วงต้นปีที่ดำดิ่งทิ้งตัวจากพิษ COVID-19 เพื่อต่อท่อเม็ดเงินลงทุนให้ไหลเข้าสู่ ‘ตลาดหุ้นไทย’ เป็นหลัก

           

ซึ่ง ‘กองทุน SSFX’ นี้ เกิดจากการหารือร่วมกันระหว่าง ‘กระทรวงการคลัง’ กับ ‘สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)’ เพื่อหามาตรการสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดทุนไทย แต่มีเงื่อนไขที่สำคัญ คือ ต้องซื้อระหว่างวันที่ ‘1 เม.ย.-30 มิ.ย. 63’ นี้เท่านั้น และต้องถือหน่วยลงทุนไว้ ‘ไม่น้อยกว่า 10 ปี’

           

“นี่ก็เข้าสู่เดือนมิ.ย.20 เดือนสุดท้ายของการขาย ‘กอง SSFX’ กันแล้ว หรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนเพื่อได้รับประโยชน์ทางภาษียังสามารถลงทุนได้จนถึง 30 มิ.ย. 20 นี้ เท่านั้น”

 

 

ในส่วนของ ‘กอง SSFX’ นั้น จะสามารถลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้เพิ่มขึ้นอีกถึง ‘2 แสนบาท’ ซึ่งสิทธิลดหย่อนนี้จะแยกจากวงเงินลดหย่อนค่าซื้อหน่วยลงทุนใน ‘กองทุน RMF’ และ ‘SSF ปกติ’ และนโยบายการลงทุนระบุว่าต้องลงทุนในหุ้นไทย ‘ไม่น้อยกว่า 65%’ ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุน

 

ซึ่งฟังผิวเผินอาจจะไม่เข้าใจถึงวัตถุประสงค์ดังกล่าว แต่แท้จริงแล้วจะช่วยเม็ดเงินลงทุนก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งจากกลุ่มนักลงทุนที่เรียกว่า “นักลงทุนกลุ่มสถาบัน” หรือ “กองทุน” จากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ต่างๆ ที่ออก ‘กอง SSFX’ เข้ามาช่วยหนุนแรงซื้อหุ้นไทยเอาไว้นั่นเอง

 

“อย่างไรก็ดี แม้ว่า ‘กอง SSFX’ จะตอบโจทย์การลงทุนระยะยาวในหุ้นพร้อมประโยชน์ทางภาษีแถมมาให้ แต่ก็อย่าลืมว่าทุกการลงทุนย่อมมีความเสี่ยงและผลของมันอาจจะไม่ได้ออกมาตามที่คาดเสมอไป เพียงแต่การศึกษายืนยันตรงกันว่าการลงทุนระยะยาวในหุ้นยังเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าสินทรัพย์ประเภทอื่นโดยเปรียบเทียบอยู่นั่นเอง”

         

สำหรับใครที่ภาระภาษีที่ต้องเสีย และมีเป้าหมายการออมเงินระยะยาวเพื่อเกษียณ หรือต้องการสร้างผลตอบแทนที่ดีจากการลงทุนระยะยาวในหุ้นแล้ว เชื่อเหลือเกินกว่า ‘กอง SSF’ และ ‘กอง SSFX’ จะเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ตอบโจทย์คุณได้เป็นอย่างดีไม่มากก็น้อย

Share: