เช็คลิสต์หุ้น P/E ต่ำ ในอุตสาหกรรมมหาชน

ทำไมครั้งนี้เราเลือกนำเสนอหุ้น P/E ต่ำของแต่ละอุตสาหกรรม ก็เพราะว่า ในความหมายของค่า P/E สามารถประมาณการจุดคุ้มทุนให้กับเราได้ เช่น หุ้น A ราคา 20 บาท มีกำไรต่อหุ้น 1 บาท ดังนั้น P/E เท่ากับ 20 เท่า หรือเราจะได้ทุน 20 บาทคืนเมื่อ ถือหุ้น A ครบ 20 ปี โดยแนวคิดดังกล่าว เป็นแนวทางเบื้องต้นสำหรับการเข้าลงทุนในหุ้น


แต่บางกรณี หุ้นที่ P/E สูงๆ ก็ยังน่าลงทุนเช่นกัน อาทิ หุ้น Growth Stock ซึ่งหุ้นเหล่านี้จะมี P/E สูง แต่ก็ไม่ควรเกินระดับการเติบโตของกำไร อย่างไรก็ตามก็ขึ้นอยู่กับนักลงทุนว่าจะเลือกลงทุนในหุ้นแบบไหน เพราะบางครั้งหุ้นที่มี P/E ต่ำ ก็เกิดจากราคาที่ต่ำ และกำไรก็ไม่ได้เติบโต ดังนั้นแม้ P/E จะต่ำแค่ไหน ก็ไม่มีแรงจูงใจที่จะลงทุนเช่นกัน


วันนี้ Wealthy Thai ได้สำรวจผ่าน SETSMART.COM ซึ่งเป็นบริการระบบข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยรวบรวมหุ้นที่มี P/E ต่ำสุดของแต่ละอุตสาหกรรมมาฝากนักลงทุน (ข้อมูล ณ วันที่ 2 มิ.ย.2563) จะมีหุ้นที่น่าสนใจมากน้อยแค่ไหน ไปดูกันเลย


เริ่มจากกลุ่ม พลังงานและสาธารณูปโภค (ENERG) พบว่า RPC หรือ  บริษัท อาร์พีซีจี จำกัด (มหาชน) ที่ประกอบธุรกิจถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) โดยมีธุรกิจพลังงานเป็นธุรกิจหลัก (เดิม) ประกอบธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน บริหารคลัง รวมถึงค้าปลีกน้ำมันสำเร็จรูป มีค่า P/E ต่ำสุดของกลุ่ม อยู่ที่ 2.04 เท่า  แต่ผลประกอบการในช่วงปี 2559-2562 ขาดทุนต่อเนื่อง มีเพียงปี 2562 ที่มีกำไรสุทธิ 380.83 ล้านบาท และล่าสุดไตรมาส 1/2563 มีผลขาดทุน  28 ล้าบาท


อย่างไรก็ตามเมื่อเราเข้าไปสำรวจหุ้นมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่ที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับกลุ่มน้ำมัน พบว่า PTTEP มีค่า P/E ต่ำสุดของกลุ่มอยู่ที่ระดับ  7.86 เท่า โดยผลประกอบการปี 2559-2562 มีกำไรสุทธิปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ล่าสุดสถานการณ์ราคาน้ำมันที่เคลื่อนไหวในระดับต่ำ จึงกดดันให้ไตรมาส 1/2563 มีกำไรสุทธิ 8,612.48  ลดลงจากไตรมาส 1/2562 ที่มีกำไรสุทธิ 12,479 ล้านบาท


ขณะที่ SPCG ถือเป็นหุ้นที่มีค่า P/E ต่ำสุดของหุ้นโรงไฟฟ้า โดยอยู่ที่ระดับ 6.4 เท่า ซึ่งกำไรสุทธิย้อนหลัง 4 ปี  (2559-2562) มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดไตรมาส 1/2563 มีกำไรสุทธิ 748.98 ล้านบาท เติบโตจากไตรมาส 1/2562 ที่มีกำไรสุทธิ 694.36 ล้านบาท


หากเข้าไปดูค่า P/E ของหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าที่มีมาร์เก็ตแคปเกิน 1 แสนล้านบาท ประกอบด้วย GULF, GPSC, EA, EGCO, BGRIM และRATCH พบว่า EGCO มีค่า P/E ต่ำสุดของกลุ่ม อยู่ที่ระดับ 16.33 เท่า ตามด้วย RATCH ที่อยู่ระดับ 17.92 เท่า


ส่วนกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (PROP) พบว่า NOBLE มีค่า P/E ต่ำสุดของกลุ่ม อยู่ที่ระดับ 2.52 เท่า แต่ล่าสุดรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/2563 อยู่ที่  410.94 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาส 1/2562 ที่อยู่ระดับ 1,309.35 ล้านบาท อย่างไรก็ตามหากย้อนไปดูปี 2562 ถือว่าเป็นปีที่มีกำไรเติบโตอย่างโดดเด่นอยู่ที่ 3,071.22 ล้านบาท เทียบกับปี 2561 ที่มีกำไรสุทธิเพียง 986.98  ล้านบาท


ด้านกลุ่มพาณิชย์ (COMM) พบว่า ILM มีค่า P/E ต่ำสุดของกลุ่มอยู่ที่ระดับ 9.88 เท่า โดยปี 2562 มีกำไรสุทธิ 596.09 ล้านบาท เติบโตจากปี 2561 ที่มีกำไรสุทธิ 542.92 ล้านบาท ล่าสุดไตรมาส 1/2563 มีกำไรสุทธิ 118.17 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 131.86 ล้านบาท


และกลุ่มธนาคาร (BANK) พบว่า TCAP มีค่า P/E อยู่ในระดับที่ต่ำสุดของกลุ่ม อยู่ที่ 3.14 เท่า ตามด้วย KTB ที่อยู่ระดับ 5.31 เท่า โดยผลประกอบการ TCAP ในไตรมาส 1/2563 มีกำไรสุทธิ 4,315.58 ล้านบาท เพิ่มขึ้นสูงถึง 114.09% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกำไรจากการขายเงินลงทุนใน บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด (AJT) ซึ่งมีมูลค่าการซื้อขายรวมทั้งสิ้นประมาณ 7,167 ล้านบาท

 

 

PTTEP ดีมานด์เริ่มฟื้น

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ระบุว่า ขณะนี้ ปรับคำแนะนำขึ้นเป็น “ซื้อ” PTTEP (เดิม ขาย) ด้วยแนวโน้ม supply ที่ลดลงในขณะที่ demand เริ่มฟื้นจาก lockdowns  ให้ราคาเป้าหมายปี 2564 ที่ 90.00 บาท โดยปรับประมาณการราคาน้ำมันปี 2564 เพิ่มเป็น 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล (เดิม42 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลl) ส่งผลให้ปรับประมาณกำไรของ PTTEP ปี 2564 เพิ่มขึ้น +43% มาเป็น 2.1 หมื่นล้านบาท (เดิม 1.5 หมื่นล้านบาท) ด้วยแนวโน้ม supply ที่ลดลงเร็วมากกว่าคาดทั้งจากบริษัท shale oil ในสหรัฐฯ ที่เริ่มเกิดการล้มละลาย และด้วยท่าทีที่ผ่อนคลายของรัสเซีย

 

 

EGCO เงินบาทแข็งพยุงกำไร

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด ระบุว่า สถานการณ์ COVID-19 ส่งผลกระทบต่ออุปสงค์การใช้ไฟฟ้าในเกาหลีใต้และฟิลิปินส์ช่วงไตรมาส 2/63 แต่การแข็งค่าของเงินบาทเป็นตัวพยุงกำไรเอาไว้  นอกจากนี้ทุกโครงการต่างมีความคืบหน้าตามแผนงาน โดยจะมีโรงไฟฟ้าอีก 2 แห่งเริ่ม COD ในปีนี้ และจะเซ็น PPA โครงการ QuangTri ภายในสิ้นปี 2563 คงคำแนะนำ "ซื้อ" และราคาเป้าหมายที่ 358 บาท EGCO มีงบดุลที่แข็งแกร่ง ทำให้มีโอกาสขยายกิจการเพิ่มเติม

 

 

NOBLE ลุ้นปีนี้ปันผล 2.05 บาทต่อหุ้น 

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย เวลท์ จำกัด ระบุว่า ขณะนี้ แนะนำ "ซื้อ" NOBLE ให้ราคาเป้าหมายที่ 17.50 บาท และคาดอัตราเงินปันผลในปี 2563 จำนวน 2.05 บาทต่อหุ้น  แม้กลุ่มดีวีลอปเปอร์ที่พัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมจะได้รับผลกระทบจาก COVID-19 แต่หากพิจารณาถึง Backlog ของบริษัทที่จะรับรู้ในปี 2563 จำนวน 7,292 ล้านบาท Secure เป้าหมายโอนที่เราคาดไว้ที่ 9,000 ล้านบาท แล้วกว่า 80% รวมทั้งการระบายสต๊อกโครงการพร้อมโอนจำนวน 4,000 ล้านบาท ทำให้มั่นใจว่าประมาณการณ์กำไรสุทธิในปี 2563 ที่ 1,560 ล้านบาท ยังมีความเป็นไปได้

 

 

ILM ผลงานครึ่งหลังฟื้น

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ขณะนี้ยังแนะนำ “ซื้อ” ILM เป้าหมาย 12.90 บาท/หุ้น โดยมองราคาหุ้นปัจจุบันนั้นได้สะท้อนปัจจัยลบจาก COVID-19 ไปแล้ว อีกทั้งยังซื้อขายอยู่ที่ PER 20F/21F ที่เพียง 11/10 เท่าต่ำสุดในกลุ่มค่าปลีก 27/23 เป็นจังหวะทยอยซื้อลงทุน เพื่อหวังการฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังปี 2563 ที่จะกลับมาฟื้นตัวเด่นอีกครั้ง โดยคาดปี 2563 มีกำไรปกติที่ 439 ล้านบาท หดตัว 29% จากปี 2562  จาก SSSG ยังคงติบลบในช่วงครึ่งปีแรก 2563

 

 

TCAP ยีลด์ปีนี้ 8.2%

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย เวลท์ จำกัด ระบุว่า แม้ในระยะสั้น ผลประกอบการของ TCAP จะมีแนวโน้มอ่อนแอลง ตามผลประกอบการของบริษัทลูก และบริษัทย่อย แต่ในระยะยาว เราเชื่อว่าจะเห็นการเติบโตที่ดี ทั้งจากธุรกิจ TMB และธุรกิจ THANI รวมถึงโอกาสการเติบโตใหม่ ๆ จากการเข้าลงทุนในธุรกิจอื่นเพิ่มเติม นอกจากนี้อัตราเงินปันผลตอบแทน (Div. Yld.) อยู่ในระดับน่าสนใจ โดยเราคาด Div. Yld. ปี 2563 อยู่ที่ 8.2% ต่อปี เทียบกับค่าเฉลี่ยกลุ่มแบงก์ที่ 6.6% ต่อปี แนะนำ "ซื้อ" ให้ราคาเป้าหมาย 51.00 บาท อิงค่า PBV ที่ 0.9 เท่า 

Share: