ส่องหุ้น Top5 ที่ต่างชาติหยุดซื้อไม่ได้

ส้มอาจจะหยุดได้! แต่วินาทีนี้ SET หยุดไม่อยู่แล้ว หลังเปิดสัปดาห์แรกเดือนมิ.ย.มา ตลาดหุ้นขึ้นร้อนแรง จากแรงหนุนเม็ดเงินจากต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ที่พลิกกลับมา “ซื้อสุทธิ” ในรอบปี โดยยอดสะสมตั้งแต่ 1-8มิ.ย.63 นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยรวม 5,217.55 ล้านบาท

 

อย่างไรก็ตามแม้จะมีสัญญาณว่านักลงทุนต่างชาติจะซื้อสุทธิหุ้นไทย แต่ถ้านับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน นักลงทุนต่างชาติยังคงเทขายหุ้นไทย 188,711.56 ล้านบาท ซึ่งนับถ้าในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา ก็มีมูลค่าประมาณ538,000 ล้านบาท วันนี้ Wealthy Thai เลยอยากชวนผู้อ่านมาสำรวจกันว่า ครึ่งปีแรกที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นตัวไหนมากที่สุด  10 ลำดับแรก

 

 

 

ในตารางจะสังเกตว่าหุ้น 5 ลำดับแรก ยังเป็นหุ้นตัวเดิมที่เราเคยนำเสนอไปแล้ว ซึ่งหุ้นท็อปในใจต่างชาติ ประกอบด้วย BTS BBL AOT BJC และ KTC ตามลำดับ มีขยับอันดับจากช่วงกลางเดือนที่แล้วนิดหน่อย จากเดิม CPALL เคยติด Top3 มาหลายเดือน แต่ในเดือนนี้ตกไปอยู่ลำดับที่ 6 และหุ้นดาวรุ่งคือ STA ที่ได้อานิสงส์จากความต้องการใช้ถุงมือยางพาราทั่วโลก จากสถานการณ์ Covid-19 โผล่ขึ้นมาติดอันดับ 9 ด้วยมูลค่า 1,429.6 ล้านบาท

 

BTS รอประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มปลายปี

 

บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มองว่า หุ้นบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในระยะยาว โดยกำไรสุทธิปี 2563 (เม.ย.62-มี.ค.63) อยู่ที่ 8,160 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 184.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว (YoY) ในขณะที่กำไรปกติ อยู่ที่ 4,780 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 47% YoY โดยโครงสร้างรายได้ที่นักวิเคราะห์ประมาณการไว้นั้นมาจากรถไฟฟ้า 80% สื่อ 15% อสังหาริมทรัพย์ 1% และบริการ 4%

“นักวิเคราะห์ประเมินว่าไตรมาส 1/64 หรือช่วงเดือนเม.ย.-มิ.ย.63 จะเป็นช่วงที่ “ผลประกอบการต่ำที่สุดของปี” จากผลกระทบของ Covid-19 แต่ยังประมาณการว่ากำไรงบปี 2564 จะอยู่ที่ 4,500 ล้านบาท เนื่องจากมองว่าจำนวนผู้โดยสารจะทยอยกลับเข้าสู่ภาวะปกติ มากกว่า 400,000 เที่ยวต่อวันในช่วงนี้ หรือคิดเป็นเกือบ 50% ของช่วงปกติที่มีจำนวนผู้โดยสาร 700,000 เที่ยวต่อวัน ทั้งปีจึงคาดการณ์ว่าติดลบแค่ 20%”

 

นอกจากนี้แล้วบริษัทยังมีรายได้จากการดำเนินการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสีเหลือง ซึ่งจะสร้างรายได้ประมาณ 20,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 59% ของรายได้ส่วนรถไฟฟ้า นอกจากนี้ในเดือนก.ย.63 รอประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม รวมถึงปัจจัยบวกในระยะยาวจากการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ จากการเข้าร่วมประมูลเมืองสนามบินอู่ตะเภาเป็นระยะเวลา 47 ปี ที่คาดว่าจะเซ็นสัญญากับกองทัพเรือภายในเดือนนี้ จึงแนะนำซื้อ โดยให้ราคาเป้าหมาย 13.50 บาทต่อหุ้น

 

หุ้นกู้ตึงตัว หนุนเอกชนกู้แบงก์

 

บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ผู้บริหาร “ธนาคารกรุงเทพ” หรือ BBL มองว่าเศรษฐกิจโลกแย่สุด นับตั้งแต่เกิดสงคราโลกครั้งที่ 2 โดยคาดว่าเศรษฐกิจโลกจะติดลบ 3% ส่วนเศรษฐกิจน่าจะติดลบได้มากกว่า 5.2% ด้วยภาวะที่ชะงักงันจากวิกฤติ Covid-19 แต่ BBL ยังคงตั้งเป้าโต 3-4% ตามเดิม เพราะมีสินเชื่อที่อยู่ในท่อและสินเชื่อภาครัฐที่ยังคงมีอยู่ต่อเนื่องและการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับตลาดหุ้นกู้ตึงตัว ทำให้ corporate หันมากู้ธนาคารมากขึ้น

 

ส่วน NIM ตั้งเป้าทั้งปี 63 ที่ราว 2.2% (1Q63=2.5%) ซึ่ง factor in ปัจจัยลบจากการลดดอกเบี้ย MLR, MOR, MRR 40 bps. ประกอบกับการลดดอกเบี้ยนโยบาย และการลดเงินนำส่งกองทุนฟื้นฟูเหลือ 0.23% แล้วด้วย ส่วน NPL มองประเมินยาก เนื่องจากมีมาตรการภาครัฐเข้ามาช่วยทั้งหยุดพักชำระหนี้ รวมถึงยืดหนี้ และปรับโครงสร้างหนี้

 

Valuation หุ้นแบงก์กรุงเทพอยู่ในระดับที่น่าสนใจ
 

สรุปทั้งปีจึงประมาณการกำไรสุทธิ -18% จากผลกระทบ Covid-19 อย่างไรก็ตามทาง BBL ยืนยันว่าจะจ่ายปันผลไม่ต่ำกว่า 6.50 บาทต่อหุ้น หรือเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 6.6% จึงชอบ BBL มากที่สุดในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากมูลค่าหุ้นที่ไม่แพง เทรดที่ PBV ที่ 0.44X ต่ำกว่ากลุ่มธนาคารเทรดที่เทรด PBV 0.5X จึงแนะนำซื้อเก็งกำไร โดยให้ราคาเป้าหมาย 136.00 บาทต่อหุ้น 

 

นักวิเคราะห์ปรับประมาณการกำไรสุทธิ STA เพิ่มเป็น 2,269 ลบ.


 
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเชีย เวลท์ จำกัด ประเมินว่า หุ้นบริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA ในไตรมาส 2 นี้ยังโดดเด่นตามดีมานด์ที่ยังอยู่ในระดับสูง จากผลกระทบของ COVID-19 ส่งผลให้ปริมาณขายและราคาขายปรับสูงขึ้น ทั้งนี้ราคาขายเป็นราคาที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า ซึ่งสูงกว่าราคายางในตลาดปัจจุบัน ด้านธุรกิจยางแท่งมีการเลื่อนคำสั่งซื้อจากผลกระทบ COVID-19 เนื่องจากโรงงานในหลายประเทศปิดดำเนินงานจากมาตรการล็อคดาวน์เมือง คาดว่าปริมาณขายจะลดลง QoQ แต่โต YoY

 

อย่างไรก็ตามคาดว่า อัตรากำไรขั้นต้นที่สูงจะช่วยชดเชยปริมาณขายที่ลดลงได้ ส่วนปัจจัยบวกในระยะยาว STA ตั้งเป้ากำลังการผลิต 50,000 ล้านชิ้น ในปี 2567 และเพิ่มขึ้นเป็น 100,000 ล้านชิ้นในปี 2575 จากปัจจัยเป็นผู้ผลิตลำดับ 3 ของโลก ในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา มีกำลังการผลิตรวม 33,000 ล้านชิ้น นักวิเคราะห์จึงปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2563-2564 เพิ่มเป็น 2,269 ล้านบาท และ 2,420 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 128% และ 104% ตามลำดับ จากประมาณการเดิม แนะนำ “ซื้อ” ให้ราคาเป้าหมายใหม่ 20.60 บาท
 

Share: