“ปัจจัยแห่งความสำเร็จ”...ในยุคโลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

ใน “การพัฒนาที่ยั่งยืน” นั้นไม่ใช่การพัฒนาเฉพาะองค์กรของเราแต่ต้องพัฒนาตลอดทั้งกระบวนการทางธุรกิจ เริ่มต้นจากวัตถุดิบไปจนถึงจุดสุดท้ายคือลูกค้า หรือที่เรียกว่า “ห่วงโซ่อุปทาน (supply chain)” รวมทั้งการให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องในแต่ละกระบวนการของการดำเนินงานตามห่วงโซ่อุปทานนั้น เพราะผู้มีส่วนได้เสียสามารถสร้างผลกระทบต่อธุรกิจและผู้มีส่วนได้เสียก็อาจได้รับผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจด้วยเช่นกัน


การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยแห่งความสำเร็จที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจในยุคที่มีการแข่งขันกันอย่างเข้มข้นภายใต้สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ในอดีตรูปแบบกิจกรรมต่างๆ ในห่วงโซ่อุปทานมีลักษณะ ‘ไม่ซับซ้อน’ กิจกรรมต่างๆ เรียงลำดับเป็นขั้นตอนประกอบด้วยผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจำนวนไม่มาก บริษัทส่วนใหญ่จึงเน้นการพัฒนาประสิทธิภาพในมิติเศรษฐกิจเป็นสำคัญ เช่น การพัฒนาคุณภาพเชิงเทคนิค การลดต้นทุน และความรวดเร็วในการจัดส่งสินค้า เป็นต้น”

 

 

ต่อมาการดำเนินธุรกิจมีความ ‘ซับซ้อน’ มากยิ่งขึ้น ประกอบไปด้วยผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลากหลาย ความสัมพันธ์ในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในห่วงโซ่อุปทานเริ่มเป็นรูปแบบ ‘เครือข่าย (Network)’ โดยมีความต้องการของ “ลูกค้า” เป็นแรงผลักดันสำคัญในการกำหนดรูปแบบความสัมพันธ์ในระบบห่วงโซ่อุปทานของบริษัท ส่งผลให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นผู้จำหน่ายวัตถุดิบ ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย ต้องร่วมมือกันเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน



นอกจากลูกค้าซึ่งเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทานที่ได้กล่าวไปข้างต้นแล้ว ยังมีผู้มีส่วนได้เสียขององค์กรทั้งผู้บริโภค ผู้ลงทุน พนักงาน และสังคม ต่างเริ่มให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการประเด็นด้าน ‘ความยั่งยืน’ ทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานมากยิ่งขึ้น ตลอดจนเรียกร้องให้บริษัทเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารจัดการ “คู่ค้า” บริษัทต่างๆ ที่เล็งเห็นถึงประโยชน์และโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจ จึงเริ่มผนวกแนวความคิดด้าน ‘ความยั่งยืน’ เข้าไปในการดำเนินกิจกรรมตลอด ‘ห่วงโซ่อุปทาน’


“โดยเฉพาะ ‘การบริหารจัดการความเสี่ยง’ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่กระบวนการคัดเลือกคู่ค้ากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและกระบวนการติดตามการดำเนินงานของคู่ค้าเพื่อยกระดับการดำเนินธุรกิจให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้คู่ค้าปฏิบัติตามแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของบริษัทเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกัน นำมาซึ่งการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทั้งตัวธุรกิจและสังคมในวงกว้าง”

 

 

ประเด็นด้านความยั่งยืน เช่น

 

-ประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนและแรงงาน ได้แก่ การใช้แรงงานเด็ก ความปลอดภัยในการทำงาน ชั่วโมงการทำงานสุขภาวะของแรงงาน เป็นต้น


- ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ วัตถุเป็นพิษและสารเคมี การใช้วัตถุดิบ การนำกลับมาใช้งานใหม่ ก๊าซเรือนกระจกการใช้พลังงาน การนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ปัญหามลพิษทางอากาศ และความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นต้น


- ประเด็นด้านการคอร์รัปชั่น
ได้แก่ ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ การรับของขวัญ การปกป้องข้อมูลที่เป็นความลับการติดสินบน การบันทึกข้อมูลทางบัญชี การรายงานการกระทำผิด เป็นต้น


- ประเด็นอื่นๆ ที่ส่งผลกรทบในวงกว้าง เช่น การเกิดโรคระบาดที่รุนแรง ภัยพิบัติรุนแรง เป็นต้น


จากสถานการณ์ ‘COVID-19’ ทำให้เห็นว่าการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืนมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง ปัญหาห่วงโซ่อุปทานเป็นปัญหาที่ธุรกิจต้องให้ความสนใจเป็นอันดับต้น ๆ ในการแก้ไขปัญหาเพื่อให้ธุรกิจไม่หยุดชะงัก ทำอย่างไรให้การผลิตสินค้าหรือบริการยังดำเนินการต่อไปได้


‘COVID-19’ ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในวงจรห่วงโซ่อุปทานในประเทศแต่ยังถึงต่างประเทศเนื่องจากการเกิดของสถานการณ์ที่ลามไปทั่วโลก ทำอย่างไรเราจะมีวัตถุดิบมาใช้ในการผลิต ทำอย่างไรเราจะส่งสินค้าของบริษัทไปยังลูกค้า ซึ่งปัญหาเกิดทั้งในประเทศและต่างประเทศ


“ไม่เพียงแต่การแก้ไขปัญหาในช่วง ‘วิกฤติ CIVID-19’ แต่บริษัทต้องคิดทบทวนถึงระยะยาวให้เกิดเป็นการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน”



“การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน” จะช่วยลดความเสี่ยงที่ธุรกิจอาจหยุดชะงักอันเนื่องมาจากผลกระทบด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดี สังคม และสิ่งแวดล้อม ช่วยปกป้องชื่อเสียงของบริษัทที่อาจเกิดจากผู้ที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทานสร้าง Brand Value อันเกิดจากการดูแลอย่างรอบด้านตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งลดต้นทุนในกระบวนการดำเนินธุรกิจสามารถพัฒนาผลิตภาพแรงงาน (Labor Productivity) ตลอดจนสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ สอดรับกับตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป

 

Share: