“บลจ.ไทยพาณิชย์”...ชู 3 ‘SSFX’ โค้งสุดท้ายรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีภายในสิ้นเดือนมิ.ย.20 นี้

 

“บลจ.ไทยพาณิชย์”...เจ้าตลาด ‘กอง SSFX’ ชู 3 กองเด่นเป็นทางเลือกนักลงทุนช่วงโค้งสุดท้ายสิทธิประโยชน์ทางภาษีภายในสิ้นเดือนมิ.ย. 20 นี้ เพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนกับการลงทุนในหุ้นระยะยาว

         

นายณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ไทยพาณิชย์ จำกัด เปิดเผยว่า จากการที่รัฐบาลได้เพิ่มทางเลือกการลงทุนใน ‘กองทุนรวมเพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษี (SSF)’ แทน ‘กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)’ ที่ยกเลิกไปตั้งแต่ต้นปี 2020 ที่ผ่านมา โดยกำหนดให้นักลงทุนสามารถลงทุนรวมกับการลงทุนเพื่อการเกษียณอายุอื่นๆ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท ต่อมาภาครัฐได้มีประกาศให้นักลงทุนสามารถลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมใน SSF พิเศษได้นอกเหนือจากสิทธิลดหย่อนเดิมอีกไม่เกิน 200,000 บาท โดยต้องลงทุนเพื่อรับสิทธิตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.- 30 มิ.ย. 20 นี้เท่านั้น

          

ณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย

 

โดยเมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา บริษัทได้เปิดเสนอขาย Super Savings Fund (ชนิดเพื่อการออมพิเศษ) พร้อมกัน 3 กองทุน ได้แก่

 

-‘กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ หุ้นไทยแอคทีฟ เพื่อการออม (SCBEQ-SSFX)’

-‘กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ ดัชนี SET เพื่อการออม (SCBSET-SSFX)’

-‘กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ ผสม 70/30 เพื่อการออม (SCB70-SSFX)’

 

“ทั้ง 3 กองทุนมีนโยบายจ่ายเงินปันผลเพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนในทุกสภาวะเศรษฐกิจ อีกทั้ง นักลงทุนสามารถลงทุนด้วยเงินขั้นต่ำเพียง 1 บาทเท่านั้น และยังเปิดโอกาสให้นักลงทุนได้เลือกลงทุนหลากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนผ่านแอปพลิเคชัน SCBAM Fund Click, SCB EASY หรือผู้สนับสนุนการขายอื่นๆ อาทิเช่น ธนาคารไทยพาณิชย์ทุกสาขาทั่วประเทศ, บล.ไทยพาณิชย์, บมจ.หลักทรัพย์ ภัทร หรือ บล.โนมูระ พัฒนสิน เป็นต้น”

 

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้นักลงทุนใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติมอย่างเต็มที่ซึ่งภาครัฐกำหนดให้มีเพียงปีนี้ปีเดียวเท่านั้น จึงได้จัดแคมเปญพิเศษสำหรับนักลงทุนที่ลงทุนใน ‘กองทุน SFF พิเศษ’ รับหน่วยลงทุนกองทุนทองคำสูงสุดถึง 400 บาทอีกด้วย โดยปัจจุบัน บริษัทมียอดขายเป็นอันดับ 1 ของประเทศด้วยส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 26% (ที่มา: มอร์นิ่งสตาร์ ข้อมูล ณ วันที่ 10 มิ.ย. 20)

 

นายณรงค์ศักดิ์ ยังกล่าวอีกว่า สำหรับ ‘กอง SCBEQ-SSFX’ เป็นกองทุนตราสารทุน ลงทุนในหุ้นไทยเฉลี่ยมากกว่า 80% เน้นลงทุนในหลักทรัพย์ที่เป็น High Conviction ของแต่ละโมเดลการลงทุน เพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงสุด พร้อมทั้งผสมผสานหลากหลายโมเดลการลงทุนให้เหมาะสมตามสภาวะตลาดในแต่ละช่วงเวลา โดยกองทุนนี้นับว่าเป็นกองทุนที่ให้ผลการดำเนินงานที่ดีที่สุดในกลุ่มกองทุน SSFX ทั้งหมด โดยมีผลการดำเนินงานย้อนหลัง 1 เดือนอยู่ที่ 6.67% (ที่มา: SCBAM ข้อมูล ณ วันที่ 31 พ.ค 20) และมีผลการดำเนินงานตั้งแต่จัดตั้งอยู่ที่ 18.61% (ที่มา: SCBAM ข้อมูล ณ วันที่ 11 มิ.ย. 20) 

 

‘กอง SCBSET-SSFX’ เป็นกองทุนรวมดัชนี เน้นลงทุนในตราสารทุน ไม่ต่ำกว่า 80% มีกลยุทธ์การลงทุนแบบ Optimized Portfolio เพื่อให้ได้พอร์ตที่มีสภาพคล่องสูง และสามารถสร้างผลตอบแทนได้ใกล้เคียงกับดัชนี SET มากที่สุด ซึ่งนับว่าเป็นบลจ.เดียวในประเทศไทยที่บริหารจัดการกองทุนที่มีนโยบายสร้างผลตอบแทนตามดัชนี SET มีผลการดำเนินงานตั้งแต่จัดตั้งอยู่ที่ 15.64% (ข้อมูล ณ วันที่ 11 มิ.ย. 20) 

 

ส่วน ‘กอง SCB70-SSFX’ เป็นกองทุนผสมที่กระจายการลงทุนในตราสารทุน REITs กองทุนอสังหาริมทรัพย์/โครงสร้างพื้นฐาน ประมาณ 65% -70% และลงทุนในตราสารหนี้และเงินฝากประมาณ 30% เพื่อช่วยเพิ่มเสถียรภาพและลดความผันผวนของพอร์ต รวมถึงโอกาสได้รับรายได้ระหว่างทาง มีผลการดำเนินงานตั้งแต่จัดตั้งอยู่ที่ 12.66% (ข้อมูล ณ วันที่ 11 มิ.ย. 20) 

 

“สำหรับภาพรวมทิศทางการลงทุนหลังจากนี้ มีปัจจัยสนับสนุนหลักคือการทยอยกลับมาเปิดเมืองแม้ว่าจะต้องใช้เวลาอีกนานพอสมควรเพื่อกลับสู่ภาวะปกติอย่างแท้จริง ความคืบหน้าของการคิดค้นพัฒนาวัคซีน และอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมาได้ปรับขึ้นรองรับความคาดหวังของการเปิดเมืองไปแล้วบางส่วน ทำให้การฟื้นตัวหลังจากนี้น่าจะเป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกับแนวโน้มผลประกอบการ กลุ่มอุตสาหกรรมหลายๆ กลุ่มกำลังเผชิญกับความท้าทายที่จะกลับมาเติบโตอีกครั้งในรูปแบบความปกติแบบใหม่ หรือ “New normal” ที่ต้องปรับตัวและดำเนินธุรกิจให้ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปหลังวิกฤติ COVID-19 ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจดีขึ้นได้”

 

นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวเสิรมว่า ช่วงนี้ถือว่าเป็นโค้งสุดท้ายของการลงทุนเพื่อเพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งมีเพียงปีนี้ปีเดียวเท่านั้นกับการลงทุนผ่าน ‘กองทุน SSF พิเศษ’ ที่กำลังจะหมดลงในสิ้นเดือนมิ.ย.นี้ จึงนับว่าเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ต้องการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างเต็มที่ เนื่องจากวินัยในการออมถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้คนเรามีความมั่นคงอย่างยั่งยืนเราจึงไม่ควรพลาดโอกาสพิเศษในครั้งนี้ เพราะนอกจากประโยชน์จากการลดหย่อนทางภาษีแล้ว ยังถือเป็นโอกาสในการออมเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวให้เราอีกด้วย”

Share: