เปิดมุมมอง 4 นายแบงก์ ครึ่งปีหลัง ลุยตั้งสำรองเพิ่ม พร้อมรับมือหนี้เสีย

ระบบสถาบันการเงิน โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ หรือแบงก์ ถือเป็นภาพสะท้อนของเศรษฐกิจโดยรวมได้ว่าทิศทางเป็นอย่างไร  จะเห็นได้จากหากเศรษฐกิจของเราเติบโตดี คนมีรายได้ ธุรกิจอู่ฟู่ ความต้องการสินเชื่อจากแบงก์จะเติบโตไปด้วย ขณะที่หากเศรษฐกิจชะลอตัว มีการเติบโตลดลง ธุรกิจและประชาชนมีรายได้ลดลง ส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้คืนมายังแบงก์ จะเห็น หนี้เสีย หรือ หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPLs) เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลเสียต่อทั้งระบบแบงก์และเศรษฐกิจ


ผลกระทบจากวิกฤติการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่เกิดขึ้นกะทันหันทำให้เกิดสภาวะช็อกที่รุนแรง ธนาคารโลก หรือ World Bank ประเมินว่าได้ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกพังเสียหายเป็นวงกว้างที่สุดและเป็นความเสียหายที่สุดในรอบ 150 ปี นับตั้งแต่ปี 2413 (ค.ศ.1870) คาดอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ (GDP) โลก ปีนี้ติดลบ 5.2% แม้ว่าประเทศต่าง ๆ จะพยายามใช้ทั้งมาตรการทางการเงินและการคลังออกมาเยียวยา ขณะที่ความน่ากลัวจากความรุนแรงของวิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนี้อาจจะทำให้ประชากรโลก 70-100 ล้านคน เข้าสู่ภาวะยากจนสุดขีด


สำหรับเศรษฐกิจไทยเอง แน่นอนว่าจากผลกระทบที่เกิดขึ้น ทั้งสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) และธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ประเมินว่า GDP ไทยจะติดลบลึกมากเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดในหลายๆ ประเทศเริ่มคลี่คลายลง มีการคลายล็อคดาวน์และทยอยเปิดเมือง ซึ่งไทยเราเอง ได้เปิดเมืองเป็นเฟสๆ จนมาถึงเฟสที่ 4  ที่ได้ยกเลิก เคอร์ฟิว หรือการห้ามออกนอกเคหะสถานตามเวลาที่กำหนด ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน(พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) แล้ว


การคลายล็อคดาวน์เริ่มทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมา ซึ่งขณะนี้เริ่มเข้าสู่ช่วงครึ่งปีหลัง 2563 แล้ว ภาพที่เราวาดหวังจะเห็นเศรษฐกิจกลับมาสดใสมากแค่ไหน มาฟังมุมมองจาก นายแบงก์ ทั้งในมุมมองที่เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และมุมมองการบริหารธุรกิจ โดย Wealthy Thai รวบรวมมาให้นักลงทุนได้ติดตามสถานการณ์และเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในการลงทุนแล้ว!!!

 

 

คาดเศรษฐกิจไทยอาจซบยาวกว่า 2 ปี

เริ่มด้วยมุมมองจากนายแบงก์รุ่นใหญ่ มือบริหารมากประสบการณ์ อย่าง เดชา ตุลานันท์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ หรือ BBL ที่เปิดเผยกับ Wealthy Thai ว่า วิกฤติครั้งนี้น่ากลัวและไม่ปกติ ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทยต่างจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ที่แม้เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศใกล้เคียงที่เชื่อมโยงกัน แต่ผลกระทบอยู่ในวงจำกัด ขณะที่วิกฤติเกิดขึ้นและลุกลามไปทั่วโลก ทุกคนได้รับผลกระทบถ้วนหน้า นอกจากนี้ที่ผ่านมา ทั่วโลกยังพิมพ์เงินออกมาเหมือนเป็นกระดาษชำระ เป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นตามมา


เดชา กล่าวต่อว่า จำนวนคนตกงานปีนี้เพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันมีการตกงานแล้วกว่า 2-3 ล้านคน ซึ่งอาจสูงถึง 5-6 ล้านคนตามที่ทางการประเมิน คนที่ตกงานเหล่านี้จะอยู่อย่างไร จะอยู่ไปได้สักกี่น้ำเมื่อเงินออมอาจจะมีไม่มากนัก


“ส่วนตัวมองว่าเศรษฐกิจโลกจะยังเผชิญความเลวร้ายและยังไม่ปรับดีขึ้น อาจจะกินระยะเวลาไปกว่า 2 ปี เช่นเดียวกับเศรษฐกิจไทยที่เรายังมีปัญหาเยอะมาก การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่สถานการณ์การเมืองเริ่มปั่นป่วน ด้านภัยแล้งก็เป็นปัญหาสำคัญ เพราะเศรษฐกิจกิจเพิ่งพาภาคการเกษตรเป็นส่วนใหญ่และมีคนอยู่ในภาคเกษตรจำนวนมาก ทั้งนี้ ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดหลังจากการเปิดเมืองและเปิดประเทศให้ต่างชาติเดินทางเข้ามา จะมีการแพร่ระบาดของ COVID-19 เป็นระลอกที่สองหรือไม่” เดชา ระบุ

 

 

แบงก์ตั้งสำรองหนี้เบาะรับความเสี่ยง

สำหรับการบริหารธุรกิจแบงก์ตามสไตล์ของ BBL ที่เป็นค่อนข้างจะอนุรักษ์นิยม(Conservative) ในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ เดชา ย้ำว่า ธนาคารกรุงเทพก็เช่นเดียวกับทุกธนาคารที่จะต้องทำธุรกิจอย่างระมัดระวัง มีการประชุมติดตามสถานการณ์กันอย่างใกล้ชิด ต้องให้ความสำคัญกับการกันสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ (Loan Loss Provision) เอาไว้ให้เพียงพอ และมีการให้ความช่วยเหลือและดูแลลูกหนี้ทั้งรายย่อยและธุรกิจ ตามมาตรการต่างๆ ของ ธปท. ที่ออกมา


สอดคล้องกับความคิดเห็นของ ปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย หรือ KBANK และประธานสมาคมธนาคารไทย ที่ประเมินว่าแนวโน้ม ว่า  ที่ผ่านมาไม่เคยมีการพักหนี้มาก่อนในระบบของธนาคารพาณิชย์ ดังนั้น ธนาคารจะต้องมีการเตรียมรับมือสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ ขณะนี้เรามีการเตรียมความพร้อมไว้แล้ว และประเมินว่าระบบธนาคารพาณิชย์ถือว่ามีความแข็งแกร่งรองรับสถานการณ์ต่างๆ ได้


ทั้งนี้ ธนาคารเริ่มโครงการช่วยเหลือลูกค้า จนถึงล่าสุด ณ วันที่ 10 มิ.ย. 2563 ธนาคารได้ดูแลช่วยเหลือกลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการและลูกค้าบุคคลรายย่อย ผ่านมาตรการของธนาคารและโครงการของทางการแล้วรวมเป็นจำนวนกว่า 9.15 แสนราย เน้นไปที่การพักชำระเงินต้น พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย ตลอดจนลดภาระผ่อนต่อเดือน ซึ่งพร้อมดูแลให้ความช่วยเหลือลูกค้าของธนาคารทุกกลุ่ม เพื่อให้ลูกค้ามีสภาพคล่องเพียงพอต่อการประคับประคองธุรกิจ และสามารถเตรียมแผนเพื่อฟื้นฟูธุรกิจได้อย่างรวดเร็วทันทีที่สถานการณ์การระบาดของ COVID-19 คลี่คลายลงตามลำดับในระยะข้างหน้า ที่สุดแล้ว คาดหวังว่าภาวะที่ยากลำบากนี้จะจบลงโดยเร็ว

 

 

ระบบแบงก์รับ NPLs ได้สูงสุด 10-11%

อีกหนึ่งมุมมองจากนายแบงก์ของธนาคารรัฐวิสาหกิจ หรือธนาคารพาณิชย์แห่งรัฐ ซึ่งก็คือ ธนาคารกรุงไทย หรือ KTB โดย ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวว่า จากวิกฤติ COVID-19 ที่เกิดขึ้น ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปแบบอนาคตมาเร็วขึ้น แต่อยู่ในมิติที่เราคาดไว้แล้วว่าจะมา และองคาพยพต่างๆ มีการปรับตัวหรือที่เรียกว่า New Normal หรือความปกติใหม่ขึ้น ซึ่งธนาคารประเมินว่าโลกจะมีการปรับตัวตลอดเวลากว่าจะเข้าสู่ภาวะที่มีเสถียรภาพน่าจะใช้ระยะเวลาอีกพอสมควร ซึ่งผลกระทบว่า จากวิกฤติ COVID-19  ต่อธุรกิจธนาคาร บางคนบอกว่ารุนแรงในรอบ 50 ปี บางคนบอกว่ารุนแรงในรอบ 100 ปี แต่แน่นอนว่าผลกระทบครั้งนี้ไม่ต่างจากสงครามโลก


ขณะนี้ทางการกำลังประคองระบบเศรษฐกิจด้วยการพักชำระหนี้ ปรับลดดอกเบี้ย ปรับโครงสร้างหนี้ และทางการเองก็ตระหนักว่าแม้ก่อนที่วิกฤติ COVID-19 จะมา ธนาคารจะมีความมั่นคงแข็งแรง แต่ความมั่นคงแข็งแรงนี้ก็มีวันสิ้นสุด ทรัพยากรมีจำกัด เพราะฉะนั้นการประคองเศรษฐกิจเองก็เพื่อหธนาคารมีโอกาสในการดูแลลูกค้าให้อยู่รอด เพื่อในระยะต่อไป และมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ Business Model ใหม่ ซึ่งการเปลี่ยนแปลง แม้ว่าทางการจะสามารถให้ธนาคารยังจัดชั้นหนี้ปกติ ไม่ต้องจัดชั้นเป็น NPLs  ทันที แต่เป็นเพียงการชะลอเท่านั้น หากไม่มีการทดเลขเอาไว้อาจจะเห็นตัวเลข NPLs  ของระบบธนาคารขึ้นไปกว่า 7-9% ก็เป็นได้ ทั้งนี้ หากพิจารณาทั้งระบบธนาคาร เงินกองทุนขั้นที่ 1 สามารถรองรับ NPLs ได้ราว 10-11%


“เรามีการทบทวนธุรกิจทุกเดือนว่ามีสถานการร์อะไรเกิดขึ้นบ้าง และเราต้องประคองลูกค้า ช่วยเขาปรับโครงสร้าง เราหวังว่าลูกค้าส่วนใหย่จะปรับโครงสร้างได้ ซึ่งก็ไม่ใช่ทุกรายที่จะทำได้ ในส่วนของธนาคารเองก็หนักเหมือนกัน ขณะนี้เรารับรู้ว่ารายได้ลดลง หากถึงกำหนดรายได้ไม่มาก็ต้องตัดออก ทุกอย่างเป็นอะไรที่ต้องเข้าในบริษัทโดยรวม เราต้องให้ระบบอยู่ได้ แต่ Balance Sheet ของแบงก์จะอ่อนแอลง ซึ่งเราอยากให้ระบบเศรษฐกิจกลับมาขับเคลื่อนได้เป็นปกติเร็วที่สุด ขณะนี้ภาครัฐกำลังเร่งเปิดเมือง ภายใต้บริบทที่จะไม่มีการปิดอีกรอบ หากมีการปิดอีกรอบก็เหนื่อยมาก” ผยง กล่าว


ด้าน นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB ระบุว่า การแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลกระทบต่อลูกค้าธนาคารทั้งลูกค้าธุรกิจและรายย่อย ซึ่งขณะนี้ธนาคารได้มีการดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ลูกค้าอยู่รอดและเดินหน้าต่อไปได้ ส่วนแนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPLs) จะเป็นอย่างไรนั้นต้องติดตาม จากการคลายล็อคธุรกิจที่เกิดขึ้น หากธุรกิจต่างๆ สามารถฟื้นฟูกลับมาอาจจะมีความสามารถในการชำระหนี้กลับมาได้ตามปกติ อย่างไรก็ดี ธนาคารมีการตั้งสำรองในระดับสูงตั้งแต่ไตรมาสที่ 3-4/2562 เป็นการป้องกันล่วงหน้าเอาไว้ และยังตั้งสำรองเข้มงวดอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันเงินกองทุนรวมของธนาคารอยู่ที่ 3.74 แสนล้านบาท คิดเป็น 17.80% โดยเป็นเงินกองทุนขั้นที่ 1 จำนวน 3.52 แสนล้านบาท คิดเป็น 16.71%

 

 

KGI  แนะนำซื้อ “BBL”

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์(บล.) เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ส่วนต่างรายได้สิทธิ (NIM) ของกลุ่มธนาคารมีแนวโน้มดีขึ้นเล็กน้อย โดยธนาคารต่างๆ ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลงในเดือนมีนาคม-พฤษภาคมที่ผ่านมา หลังจากที่ปรับลดลงเฉพาะดอกเบี้ยเงินกู้ในช่วงก่อนหน้านี้ พบว่า มีการปรับลดเงินฝากกระแสรายวันและเงินฝากออมทรัพย์ (CASA) ลง 0.25% หลังจากที่ทรงตัวอยู่ระดับเดิมมานานถึง 6 ปี ซึ่งบัญชีเงินฝาก CASA ก็ถือเป็นสัดส่วนที่สูงของฐานเงินฝากธนาคาร คิดเป็นประมาณ 60% ของฐานเงินฝาก BBL และ 72% ของฐานเงินฝาก SCB  ส่วน KBANK มากกว่า 75% ของฐานเงินฝาก


สำหรับการปรับลด CASA ลง 0.25% และการปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเหลือ 0.23% ในเดือนมีนาคมจะทำให้ต้นทุนทางการงินของธนาการลดลงอย่างมาก ในไตรมาส 2/2563 ซึ่งพอที่จะชดเชย yield สินชื่อที่ลดลง ทั้งนี้ NM ของ BBL ในไตรมาส 1/2563 เพิ่มขึ้น 30bps QoQ เป็น 2.5% เนื่องจากมีการลดการนำส่งเข้ากองทุนฟื้นฟูฯ และมีการเปลี่ยนการรับรู้รายได้ดอกเบี้ยเป็นแบบอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา (EIR) ซึ่งหนุนให้ NIM เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ การปรับลดดอกเบี้ย และอุปสงค์สินเชื่อที่พิ่มขึ้นเพื่อ refinance หุ้นกู้ ทำให้เราคิดว่า NIM มี upside มากกว่า downside ทั้งนี้ เราใช้สมมติฐาน NIM ในไตรมาส 2/2563 ที่ 2.6%


“เราปรับเพิ่มคำแนะนำ หุ้น BBL จาก ถือ เป็น ซื้อ และขยับไปใช้ราคาเป้าหมาย 12 เดือนที่ 156 บาท (จากเดิม 140 บาท) เท่ากับ P/BV ที่ 0.65x หรือ P/E ที่ 9.6x ในขณะที่คุณภาพสินทรัพย์ยังไม่ดีขึ้น สินเชื่อยังมี upside และอุปสงค์สินเชื่อที่พิ่มขึ้นเพื่อ refinance หุ้นกู้ โดยเราใช้สมมติฐานอัตราการเติบโตของสินเชื่อปี 2563/64 ที่ 3%/5% (จาก +4% YTD ในเดือนเมษายน 2563) NIM ที่ 2.43%/2.45% และค่าใช้จ่ายสำรองสินเชื่อ (credit cost) ที่ 89 bps ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม คือ ความผันผวนของกำไรจากการลงทุนและรายได้จากการปริวรรตเงินตรา และกระแส NPLs เกิดใหม่” นักวิเคราะห์ บล. เคจีไอฯ ระบุ

Share: