“โอกาสลงทุน”...มีอยู่ในทุกภาวะเศรษฐกิจ!!!

หนึ่งในปัญหาสำหรับนักลงทุนส่วนใหญ่ คือ “การจัดสรรเงินลงทุน (Asset Allocation)” อย่างไรให้เหมาะสมและตอบโจทย์เป้าหมายการเงินของตัวเอง


จริงๆ แล้วไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว มีหลากหลายวิธีที่มีการแนะนำเป็นไอเดียให้กับนักลงทุนโดยทั่วไป แต่ท้ายที่สุดแล้ว จะต้องไปปรับใช้ให้เหมาะกับตัวของนักลงทุนแต่ละคนเอง


ในวันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีการจัดสรรเงินลงทุนง่ายๆ ตาม ‘วัฏจักรเศรษฐกิจ (Economic Cycle)’ มาฝากกัน

 

 

“สินทรัพย์” แต่ละประเภท...โดดเด่นในแต่ละ ‘วงจรเศรษฐกิจ’ ต่างกันไป

สำหรับเรื่องราวของ ‘การลงทุน’ กับ ‘ภาวะเศรษฐกิจ’ ดูจะแยกกันไม่ออก เพราะมีส่วนที่เกี่ยวข้องและกระทบกันเป็นลูกโซ่อย่างปฏิเสธไม่ได้ โดยข้อมูลเศรษฐกิจเหล่านี้มีออกมาทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งภาพใหญ่ที่สามารถหาข้อมูลได้โดยง่ายๆ เพราะมีการประกาศกัน ‘ทุกไตรมาส’ นั่น คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจ


“นั่นอาจทำให้คุณพอมองเห็นภาพเศรษฐกิจของประเทศกำลังอยู่ในช่วงไหนของ “วัฏจักรธุรกิจ (Business Cycle)” ซึ่งหมายถึงสภาวะทางเศรษฐกิจที่มีความผันผวนขึ้นลงตามลำดับเวลา ซึ่งในแต่ละวงจรเศรษฐกิจนั้น สินทรัพย์แต่ละประเภทก็จะมีความโดดเด่นที่แตกต่างกันออกไปด้วยเช่นกัน เราก็จัดสรรเงินลงทุนให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจในแต่ละช่วงนั้นๆ เท่านั้นเอง”


โดยทั่วไปแล้ว “วัฏจักรเศรษฐกิจ” จะแบ่งออกเป็น 4 ช่วง เรียงตามลำดับดังนี้


1.ช่วงเศรษฐกิจขยายตัว (Expansion หรือ Recovery) เป็นช่วงที่เศรษฐกิจเติบโต แต่ ‘เงินเฟ้อ’ ยังคงลดลงอยู่ เกิดหลังช่วงเศรษฐกิจตกต่ำถึงขีดสุด และกลับมาฟื้นตัว เป็นระยะเวลาที่เศรษฐกิจโดยทั่วไปเริ่มดีขึ้น สินค้าที่ผลิตออกมาค้างสต็อกเริ่มที่จะขายออกไปได้จนหมด ระดับราคาสินค้าเริ่มขยับตัวสูงขึ้น มีการคาดคะเนกำไรของธุรกิจและผู้ผลิตเป็นในเชิงบวกที่ดีขึ้น มีการลงทุนเพิ่มมากขึ้น มีการขยายกำลังการผลิตและการจ้างงานเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนมีเงินใช้เพิ่มขึ้น ธนาคารเริ่มปล่อยเครดิตสินเชื่อมากขึ้น โดยระยะการขยายตัวจะสิ้นสุดลงเมื่อเศรษฐกิจขยายตัวมาถึง ‘จุดสูงสุด (Peak)’


“โดยสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในช่วงนี้ คือ ‘หุ้น’ เพราะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะทำให้บริษัทต่างๆ มีกำไรสูงขึ้น นอกจากนี้การที่ ‘เงินเฟ้อ’ ยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ จะทำให้อัตราดอกเบี้ยลดลงด้วย ดังนั้น ในวัฏจักรเศรษฐกิจช่วงนี้ผู้ลงทุนควรจะโยกย้ายเงินลงทุนออกจากตลาดตราสารหนี้ไปอยู่ในตลาดหุ้นมากขึ้น”

 

 

2.ช่วงเศรษฐกิจเจริญรุ่งเรืองสูงสุด (Peak หรือ Prosperity) เกิดหลังช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัวมาสักพักหนึ่งแล้ว เป็นช่วงที่เศรษฐกิจเติบโตและ ‘เงินเฟ้อ’ ปรับตัวเพิ่มขึ้น เป็นระยะเวลาที่เศรษฐกิจรุ่งเรืองมากที่สุด ปัจจัยที่แสดงให้เห็นถึงการเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจมากที่สุด ได้แก่ อัตราการจ้างแรงงานสูงสุดหรือการขาดแคลนแรงงานมากที่สุด ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ราคาสินค้าจะสูงขึ้น การจับจ่ายใช้สอยจะมีความคล่องตัวมากขึ้นเพราะรายได้สูงขึ้น ผู้ประกอบการต่างมีความเชื่อมั่นในอนาคตและคาดการณ์ไปในทางที่ดี มีการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ธนาคารขยายเครดิตเพิ่มมากขึ้น สถานการณ์เศรษฐกิจในระยะนี้จะหลีกเลี่ยงการเกิดภาวะเงินเฟ้อได้ยาก


“ช่วงเศรษฐกิจที่รุ่งเรือง อัตราเงินเฟ้อจะสูงมาก สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดได้แก่ สินทรัพย์ประเภทต่อต้านเงินเฟ้อ (Inflation Hedge) ต่างๆ เช่น ‘ทอง’ หรือสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ที่มักจะมีราคาปรับตัวขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อ”


3.ช่วงเศรษฐกิจหดตัว (Contraction หรือ Recession) เมื่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจรุ่งเรืองเต็มที่แล้ว จะเข้าสู่ช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว แต่ ‘เงินเฟ้อ’ ยังปรับตัวเพิ่มขึ้น ภาวการณ์ของเศรษฐกิจจะเริ่มกดดันตัวเองเนื่องจากเมื่อมีการผลิตมากขึ้น ต้นทุนการผลิตก็สูงขึ้นเพราะเกิดการขาดแคลนปัจจัยการผลิตและมีการแข่งขันกันผลิต ทำให้ราคาสินค้าลดต่ำลง ผลตอบแทนที่ได้รับจากการจำหน่ายผลิตผลตกต่ำลง ทำให้เกิดความไม่มั่นใจในอนาคต ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจหลังจากนั้นจะเริ่มหดตัว

 

 

โดยการหดตัวจะแสดงออกมาในรูปของการลงทุนที่ลดลงเพราะอัตรากำไรที่ลดลง มีธุรกิจหลายแห่งต้องเลิกกิจการ เกิดการว่างงานมากขึ้น รายได้ของประชาชนลดลง การบริโภคลดลง ทั้งนี้การหดตัวจะทวีความรุนแรงมากขึ้น จนนำไปสู่ ‘จุดต่ำสุด’ ของภาวะเศรษฐกิจต่อไป


“ช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว สินทรัพย์ที่เหมาะกับการลงทุนในช่วงนี้ ได้แก่ ‘ตราสารหนี้’ เพราะนอกจากผู้ลงทุนในตราสารหนี้จะได้ดอกเบี้ยตามที่ระบุไว้ในหน้าตั๋วแล้ว การที่อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มลดลงยังช่วยทำให้ราคาตราสารหนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกด้วย”


4.ช่วงเศรษฐกิจตกต่ำสุด (Trough หรือ Depression) เป็นช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว และ ‘เงินเฟ้อ’ กลับมาลดลงอีกครั้ง เมื่อระดับการลงทุนลดต่ำลง เป็นระยะเวลาที่สินค้าขายไม่ออกมากมาย อัตราการว่างงานสูง การลงทุนลดลง รายได้ลดลง กำไรลดลง ค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคลดลง เพราะประชาชนมีรายได้ลดลง ในภาวะที่เศรษฐกิจตกต่ำเช่นนี้ประชาชนจะมีความต้องการถือ ‘เงินสด’ เพิ่มมากขึ้น ถือเป็นช่วงที่เศรษฐกิจฝืดเคือง


ผู้ผลิตเองก็ต้องการขายสินค้าของตัวเองให้หมดไป ผู้ลงทุนในหุ้นหรือสินทรัพย์ต่างๆ ก็จะขายสินทรัพย์ออกไปก่อนที่ราคาจะตกต่ำลงอีกมาถือครอง ‘เงินสด’ หรือ ‘สินทรัพย์หมุนเวียน’ เพิ่มมากขึ้น


“ก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงไปสู่ช่วงเศรษฐกิจขยายตัวในวงจรถัดไป โดยลำดับของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะมีลักษณะที่เกิดขึ้นซ้ำๆ กันไม่มีสิ้นสุด แต่ไม่มีระยะเวลาที่แน่นอน”


สุดท้ายแล้วจะพบว่า...ในทุก ‘วัฏจักรเศรษฐกิจ’ นั้น มีโอกาส ‘การลงทุน’ อยู่เสมอ หากผู้ลงทุนสามารถจัดสรรเงินลงทุนให้สอดคล้องและเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจในขณะนั้นๆ ก็ย่อมจะส่งผลบวกต่อพอร์ตการลงทุนไม่มากก็น้อย

Share: