ส่องหุ้น SET 50 กำไรสุทธิโต 5 ปีซ้อน จับตาปี 63 ผลงานโตต่อเนื่อง

การรักษาผลงานให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นความท้าทายของผู้บริหารอย่างมาก เพราะช่วงเวลานั้นๆ ย่อมมีอุปสรรคเข้ามาเป็นบททดสอบเราเสมอ อย่างเช่น ปัจจุบัน ที่มีการระบาดของ COVID-19 ที่เกิดขึ้นแบบไม่คาดคิดในทั่วโลก ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องชะลอตัว


ในช่วงที่เกิดวิกฤตินั้น การรักษาเสถียรภาพของบริษัทคือสิ่งสำคัญ แต่หลายๆบริษัทก็ยังสร้างกำไรให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ด้วยปัจจัยหลายๆอย่างที่เข้ามาสนับสนุน อย่างไรก็ตามเราจะพานักลงทุนย้อนไปในช่วงระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 58 -62) พบว่ามีจำนวน 11 หลักทรัพย์ ของหุ้นกลุ่ม SET 50 ที่มีกำไรสุทธิเติบโต 5 ปีติดต่อกัน จะมีหุ้นตัวไหนบ้างไปดูกันเลย

 

จากหุ้นในตารางดังกล่าวนั้น เป็นหุ้นที่สามารถทำกำไรสุทธิให้เติบโตต่อเนื่อง 5 ปีติดต่อกัน และหากมองปี 63 ในจำนวนดังกล่าว พบว่ามี 7 หลักทรัพย์ ที่นักวิเคราะห์ประเมินว่ากำไรสุทธิยังมีอัตราการเติบโตได้อีกจากปี 2562 แม้มีวิกฤติของ COVID-19 ประกอบด้วย CPALL, CPF, EA, KTC, SAWAD, MTC, TCAP

 

 

CPALL

บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด มองว่ากำไรจะฟื้นตัวขึ้นในครึ่งหลังปี 63 จากการคลายล็อคดาวน์ ขณะที่เป้าหมายเปิดสาขาร้านเซเว่นฯ ยังคงเดิมที่ 700 สาขา/ปี โดยคาดปี 63 จะรายงานกำไรสุทธิ 24,878 ล้านบาท เติบโตจากปี 2562 ที่มีกำไรสุทธิ 22,373 ล้านบาท แนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 87 บาท/หุ้น

 

 

CPF

บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ยังคงประมาณการกำไรสุทธิในปี 63 อยู่ที่ 19,791 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากปี 62 (และคงกำไรปกติที่ 1.67หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 62% YoY) แม้ว่ากำไรในไตรมาส 1/63 จะมาก แต่ในไตรมาส 2/63คาดได้รับผลกระทบมากขึ้นจากการปิดตัวของภาคโรงแรมห้างสรรพสินค้าและร้านอาหารเพิ่มขึ้น หลังจากนั้นจะทยอยดีขึ้นในครึ่งปีหลัง แนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 35 บาท/หุ้น

 

 

EA

บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า จากความล่าช้าของโครงการ EV-car กว่าแผนเมื่อต้นปีของบริษัท  จึงปรับประมาณการรายได้ลง 3,000 ล้านบาท (จากสมมติฐานส่งมอบ 2500 คัน เป็น 180 คัน) ขณะที่ค่าใช้จ่ายต่างๆยังตามเดิม ส่งผลให้ประมาณการกำไรสุทธิปี 63 ถูกทอนลง 9% เป็น 6,566 ล้านบาท ขยายตัว 8% จากปี 62ผลักดันจากธุรกิจโรงกลั่นไบโอดีเซลที่ราคาขาย B100 ฟื้นตัว คงคำแนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” ได้ราคาเหมาะสมใหม่ปี 63 ที่ 43.50 บาท/ หุ้น

 

 

KTC

หนึ่งในบทวิเคราะห์ FINANCE SECTOR ของบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งมีบางช่วงระบุว่า สินเชื่อเพื่อการบริโภค แม้ได้รับปัจจัยบวกจากมาตรการผ่อนปรนการจัดชั้นลูกหนี้เช่นกัน แต่คาดผลดำเนินงานยังมีความเสี่ยงในส่วนของอัตราโตของสินเชื่อที่ผูกติดกับการบริโภคค่อนข้างมาก (เดือน เม.ย. ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตลดลงกว่า 40%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนเดือน พ.ค. ดีขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อน) กดดันรายได้ดอกเบี้ยและรายได้ค่าธรรมเนียมการใช้จ่ายผ่านบัตร


โดยคาดเริ่มเห็นการฟื้นตัวแบบ U shape ตั้งแต่ไตรมาส 3/63 เป็นต้นไปหลังเข้าสู่ช่วงปลดล็อคกิจกรรมทาง เศรษฐกิจและคาดเห็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ จากภาครัฐฯ เช่นเงินอุดหนุน การท่องเทียวและ การบริโภคในประเทศ ทำให้คาด KTC จะมีกำไรสุทธิ 5,866 ล้านบาท โต 6.2% จากปี 62 แนะนำ “ซื้อ” เป้าหมาย 38 บาท

 

 

SAWAD-MTC

หนึ่งในบทวิเคราะห์ FINANCE SECTOR ของบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งมีบางช่วงระบุว่า เราประเมินหุ้นสินเชื่อที่มีหลักประกันจะยังมีกำไรโตเด่นสุด เนื่องจากรายได้ดอกเบี้ยที่ยังขยายตัวได้ตามพอร์ตสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น และไม่ได้รับผลจากการออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ เนื่องจากเป็นการลดวงเงินผ่อนชำระ 30% แต่ยังสามารถรับรู้รายได้ดอกเบี้ยตามปกติ


ขณะที่ NIM คาดจะเริ่มเห็นการปรับขึ้น หลังรับเงินจาก Soft Loan (สูงสุด 5,000 ลบ.) ซึ่งมีต้นทุนทางการเงินเพียง 2% น้อยกว่าต้นทุนการเงินของบริษัทที่ 3.8-3.9% ช่วยปิดปัญหาด้านสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจในช่วงที่กระแสเงินสดลดลงจากการลดวงเงินผ่อนชำระของลูกหนี้ บวกกับค่าใช้จ่ายตั้งสำรองคาดอ่อนตัวลงจากไตรมาสก่อน หลังตั้ง Management Overlay ไว้มากในช่วงไตรมาส 1/63


โดยคาดปี 63 ทาง SAWAD จะมีกำไรสุทธิ 4,483 ล้านบาท โต 19.3% จากปี 62 แนะนำ “ซื้อ” เป้าหมาย 70 บาท ส่วน MTC จะมีกำไรสุทธิ 4,899 ล้านบาท โต 15.6% จากปี 62 แนะนำ ซื้อ เป้าหมาย 57 บาท

 

 

TCAP

บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ผลประกอบการปี 63 ยังได้รับผลดีจากกำไรจากการขายหุ้น  AJNMT หนุนกำไรสุทธิปี 63 เพิ่มมาอยู่ที่ 9,303 ล้านบาท เติบโต 19% จากปี 62 ที่อยู่ระดับ 7,800 ล้านบาทประกอบกับ TCAP ถือเป็นหุ้นที่จ่ายปันผลสูงสม่ำเสมอ ราว 8.7% (D/P63F) รวมถึง ราคาหุ้นปัจจุบันที่ถือว่าถูกมาก เทรดเพียง 0.6x BV ราคายังมี upside แนะ ทยอยซื้อ โดยมีราคาเป้าหมายที่ 48.80 บาท

 




อย่างไรก็ตามจากข้อมูลแนวโน้มปี 63 เป็นเพียงการคาดการณ์จากนักวิเคราะห์เท่านั้น ไม่สามารถยืนยันได้ว่าผลออกมาจะเป็นไปตามที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้หรือไม่

Share: