กนง.หั่น GDP -8.1% ต่ำสุดประวัติการณ์ คงดอกเบี้ย 0.50% ห่วงเงินบาทแข็ง

ผลประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ในวันที่ 24 มิ.ย. 2563 มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ “คง” อัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50%ต่อปี พร้อมกันนี้ กนง. ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจ (GDP) ปีนี้หดตัวแรง อยู่ที่ติดลบ 8.1% ซึ่งต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ โดยไตรมาส 2 จะเห็นเศรษฐกิจลงลึกถึง 2 หลัก (10%ขึ้นไป)


โดยนายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การปรับคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้ -8.1% จากเดิมคาดการณ์ -5.3% เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ปรับตัวลงลึกมาก จากผลกระทบของการล็อกดาวน์ในประเทศและต่างประเทศ กระทบรุนแรงต่อภาคท่องเที่ยวและภาคส่งออก


ส่วนครึ่งปีหลังจะเห็นการฟื้นตัวค่อยเป็นค่อยไป และจะเห็นติดลบน้อยลง หากมีการควบคุมการระบาดโควิด-19 ได้ดี และปีหน้าจะเห็นการขยายตัวเป็นบวก 5%


สำหรับการปรับประมาณการณ์ครั้งนี้ เป็นการประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและเงินเฟ้อยังมีความไม่แน่นอนสูง และคงโน้มไปทางด้านต่ำ แต่ได้รวมผลของการออกมาตรการการคลังของภาครัฐที่มีแพคเกจท่องเที่ยว 2.24 หมื่นล้านบาท และมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน มาตรการสินเชื่อต่างๆที่ออกมา ซึ่งช่วยบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นและสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้


“ตัวเลขGDP นี้เป็น Base line และมีความเสี่ยงเบ้ไปทางต่ำ แต่ยังมีความเสี่ยงโควิดอยู่” นายทิตนันท์กล่าว


สำหรับด้านเศรษฐกิจในประเทศ ทั้งการบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชน คาดว่า “หดตัว” กว่าที่ประเมินไว้ โดยล่าสุดประเมินอยู่ที่ -3.6% และ -13% เนื่องจากการจ้างงานและรายได้ที่มีแนวโน้มลดลงด้วย


ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไป มีแนวโน้มติดลบมากกว่าคาด ตามราคาพลังงานที่ลดลงแรงตามอุปสงค์ที่ลดลงจากการชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลก ซึ่งปีนี้คาดการณ์ติดลบ 1.7%จากเดิม -1% และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน 0% จากคาดเดิม -0.1%


แต่ในปี 2564 จะเห็นอัตราเงินเฟ้อทั่วไปกลับสู่กรอบเป้าหมายตามราคาน้ำมันดิบที่ทยอยปรับสูงขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จึงคาดการณ์อัตราเงินฟ้อในระยะปานกลาง ยังยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย


นายทิตนันทิ์ กล่าวถึงเศรษฐกิจภาคต่างประเทศ ว่า มูลค่าการส่งออก -10.3% จากเดิม -8.8% มูลค่าการนำเข้า -16.2% จากเดิม -15% ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 13.5 พันล้านดอลลาร์ จากเดิมคาดไว้สูงอยู่ที่ 19.4 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งสาเหตุที่มีการปรับลดการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด เนื่องจากเศรษฐกิจโลกที่หดตัว


ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติ คาดปีนี้อยู่ที่ 8 ล้านคน จากเดิมคาด 15 ล้านคน โดยครึ่งปีหลังอยู่ที่ 1 ล้านคน ราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ 35.1 ดอลลาร์/บาร์เรล จากเดิมคาดไว้ที่ 35 ดอลลาร์/บาร์เรล


“ที่ผ่านมา เราเกินดุลบัญชีเดินสะพัดไปเยอะแล้ว ช่วงที่เหลือจากนี้ อาจเกินดุลฯไม่มากเหมือนเดิม ซึ่งจะเป็นแรงกดดันระยะสั้นต่อค่าเงิน” นายทิตนันท์ กล่าว

 

 

กนง.ชี้ครึ่งปีหลังเศรษฐกิจค่อยๆฟื้น

สำหรับการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้ นายทิตนันท์ กล่าวว่า คณะกรรมการฯ เห็นว่า ช่วงครึ่งปีหลัง กิจกรรมทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มทยอยฟื้นตัวในประเทศที่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19 ได้ดีซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย และมีมาตรการการคลังที่ตรงจุดและทันการณ์ นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย


รวมถึงมาตรการด้านสินเชื่อและการเร่งปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ยังจำเป็นต่อการสนับสนุนการจ้างงานและธุรกิจ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

 

 

ห่วงค่าเงินบาทแข็ง-เงินไหลเข้า

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่น่ากังวล คือ สถานการณ์เงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคส่งออก และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และการแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังมีความไม่แน่นอนสูง และความเสี่ยงที่จะเพิ่มขึ้นจากความสามารถในการชำระหนี้ของธุรกิจและครัวเรือนที่ “ลดลง”


“ค่าเงินบาทแข็งค่า เนื่องจากดอลลาร์อ่อนค่าลง และจากการใช้มาตรการ QE มีโอกาสที่จะทำให้เงินไหลเข้าเอเชียมากขึ้น ซึ่งต้องจับตาใกล้ชิด “นายทิตนันท์กล่าว


กนง.จึงให้ติดตามพัฒนาการของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ เสถียรภาพของระบบการเงิน และปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ทั้งจากเศรษฐกิจต่างประเทศ ผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 รวมถึงประสิทธิผลของมาตรการการคลัง และมาตรการด้านการเงินและสินเชื่อ เพื่อประกอบการดำเนินนโยบายการเงินในระยะต่อไป โดยพร้อมใช้เครื่องมือนโยบายการเงินที่เหมาะสมเพิ่มเติมหากจำเป็น


“คณะกรรมการฯ เห็นว่าจะต้องมีนโยบายด้านอุปทานเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและการปรับรูปแบบการทำธุรกิจให้สอดคล้องกับบริบทใหม่หลังจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 คลี่คลายลงด้วย ควรใช้โอกาสนี้ พัฒนาแรงงาน ท่องเที่ยวให้ก้าวข้ามภาวะดีมานด์(ความต้องการ) ที่น้อยลงอย่างไร“นายทิตนันทิ์กล่าว

Share: