นับถอยหลัง “กอง SSFX” สัปดาห์สุดท้าย...คนมีสิทธิ ‘ห้ามพลาด’!!!

เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก นี่เหลือเวลาอีกแค่ 1 สัปดาห์สุดท้ายแล้ว สำหรับการลงทุนใน “กองทุนรวมเพื่อการออมพิเศษ (SSF Extra : SSFX)” ที่จะหมดเวลาการลงทุนได้ถึงวันที่ 30 มิ.ย. 20 นี้


ช่วง 2 เดือน กว่าที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 22 มิ.ย. 20) มีเงินลงทุนสะสมเข้ามาแล้ว 4,848.62 ล้านบาท ยังต่ำกว่าที่ตลาดประมาณกันไว้ โดยตัวเลขขั้นต่ำน่าจะอยู่ที่สุทธิ 12,000 ล้านบาท ถือว่ายังพอมีเวลาอยู่บ้าง


โดยมีนักลงทุนที่ลงทุนผ่าน ‘กอง SSFX’ ทั้งหมด 64,784 คน คิดง่ายๆ กลมๆ ก็ตกคนละ 74,842.86 บาท เท่านั้น ยัง ‘ไม่เต็มเพดาน’ การลงทุน (สูงสุด 200,000 บาท)


ใครที่ยังลังเลอยู่ หรือยังไม่ได้ใช้สิทธิพึงมีของตัวเอง ไม่อยากให้พลาดกัน วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้มาฝากกัน

 

 

“สุดคุ้ม” ทั้งโอกาสของ ‘ผลตอบแทน’ ที่ดีระยะยาวและ ‘แต้มต่อทางภาษี’

“กอง SSFX” มีนโยบายลงทุนในหุ้นไทยเฉลี่ย ‘ไม่น้อยกว่า 65%’ ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุน ดังนั้น กลุ่มนักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนตรงนี้ก็คงเป็นกลุ่มที่สามารถ ‘รับความเสี่ยง’ ของการลงทุนในหุ้นได้ และหนึ่งในปัจจัยที่นักลงทุนอาจใช้พิจารณาประกอบ ก็ คือ ระดับ ‘ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index)’ นั่นเอง มาดู SET Index หลังที่มีการเปิดให้ลงทุนใน ‘กอง SSFX’ กัน


-สิ้นเดือนเม.ย. 20 SET Index อยู่ที่ 1,301.66 จุด (เริ่มมีการจัดตั้งกองในช่วงกลางเดือนเม.ย. เป็นต้นมา)

-สิ้นเดือนพ.ค. 20 SET Index อยู่ที่ 1,342.85 จุด

-วันที่ 24 มิ.ย. 20 SET Index อยู่ที่ 1,333.43 จุด


“จะเห็นว่า ระดับ SET Index ใกล้เคียงกันมากเฉลี่ยประมาณ 1,300 จุด และหากช่วงสัปดาห์ที่เหลือดัชนีหลุด 1,300 จุดลงไป ก็จะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการลงทุนเลยทีเดียว”

 

 

และหากอิงที่ดัชนี 1,300 จุด เป็นฐานแล้ว ‘แต้มต่อทางภาษี’ ตามฐานภาษีของนักลงทุนแต่ละคน ตั้งแต่ 5 – 35% นั้น ก็เป็นอีกจุดที่สามารถนำมาพิจารณาประกอบได้เช่นกัน ถ้าดัชนีไม่หลุดต่ำกว่าแต้มต่อทางภาษีก็ถือว่า...ยัง ‘คุ้มค่าแก่การลงทุน’ (และควรมองไประยะยาว 10 ปี กันเลยทีเดียว)


ฐานภาษี 5%    เสมือนลงทุนที่ดัชนี     1,235 จุด

ฐานภาษี 10%            == >              1,170 จุด

ฐานภาษี 15%            == >              1,105 จุด

ฐานภาษี 20%            == >              1,040 จุด

ฐานภาษี 25%            == >              975 จุด

ฐานภาษี 30%            == >              910 จุด

ฐานภาษี 35%            == >              845 จุด


“แต่หัวใจสำคัญของการลงทุนใน ‘กอง SSFX’ คือ ผลตอบแทนในระยะยาว ซึ่งหลังจากวิกฤติ COVID-19 มีการประเมินว่าผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทยอาจไม่ได้มากมายเหมือนในอดีตก่อนวิกฤติ COVID-19 ที่ผ่านมา แต่ด้วยผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 7% ต่อปี เงินลงทุน 100,000 บาท ในวันนี้ ก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 196,715 บาท ในอีก 10 ปีข้างหน้า (และหากได้ 10% ต่อปี ก็จะเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเป็น 259,374 บาท เลยทีเดียว) ซึ่งหากมองเทียบกับทางเลือกการลงทุนอื่นๆ แล้ว ก็ยังถือว่า ‘คุ้มค่าแก่การลงทุน’ อยู่นั่นเอง”

 

 

เลือก “กอง SSFX” ที่ใช่... ‘สำหรับตัวเอง

สำหรับคนที่ยังไม่แน่ใจว่าจะลงทุน “กอง SSFX” กองไหนดี ทาง “สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)” มีคำแนะนำดีๆ โดยให้พิจารณา 3 คำถามนี้ก่อน เพื่อช่วยเลือก ‘กอง SSFX’ ที่ใช่สำหรับตัวเอง ได้แก่

 

 

1. สินทรัพย์ที่กองทุนลงทุน...สอดคล้องกับระดับ ‘ความเสี่ยงที่ยอมรับได้’ หรือไม่

ผู้ลงทุนควรศึกษาว่าการลงทุนใน ‘กอง SSFX’ นั้น มีเงื่อนไขและมีความเสี่ยงอยู่ในระดับที่สามารถยอมรับได้หรือไม่จากสินทรัพย์ที่กองลงทุน แม้ว่าจะมีเงื่อนไขให้ลงทุนในหลักทรัพย์จดทะเบียนไม่น้อยกว่า 65% ของ NAV ก็อาจแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ตามอัตราส่วนระหว่างการลงทุนในหลักทรัพย์จดทะเบียนกับสินทรัพย์อื่น คือ 

  • กลุ่มที่เน้นลงทุนในหุ้นโดยกองทุนประเภทนี้มีนโยบายลงทุนในตราสารทุนตั้งแต่ 80% ขึ้น

ไปของ NAV 

  • กลุ่มที่มีการกระจายการลงทุนในทรัพย์สินอื่นกองทุนประเภทนี้มีนโยบายลงทุนในตรา



สารทุน ระหว่าง 65-80% ของ NAV หรือ กระจายลงทุนในสินทรัพย์อื่น ระหว่าง 20-35% เช่น ตราสารหนี้ กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT)

 

 

2. ใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบใด ‘Active’ หรือ ‘Passive’

การลงทุนแบบ ‘Active’ คือ การลงทุนในหลักทรัพย์จดทะเบียนที่ผู้จัดการกองทุนมุ่งสร้างผลตอบแทนให้มากกว่าดัชนีอ้างอิง ซึ่งจะต้องอาศัยความสามารถของผู้จัดการกองทุนในการบริหารจัดการกองหรือมีกระบวนการคัดเลือกหุ้นด้วยการวิเคราะห์เชิงลึก ในขณะที่การลงทุนแบบ ‘Passive’ จะเน้นสร้างผลตอบแทนไปในทิศทางเดียวกันกับดัชนีอ้างอิง ด้วยการลงทุนในหุ้นที่เป็นองค์ประกอบของดัชนีอ้างอิง เช่น SET50 หรือ SET100 และให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นแต่ละตัวสอดคล้องกับดัชนีอ้างอิง


“นั่นทำให้ค่าธรรมเนียมการจัดการกองทุนของกองทุนแบบ Passive ‘ต่ำกว่า’ กองทุนรวมที่มีกลยุทธ์แบบ Active นั่นเอง”

 

 

3.ต้องการรับ ‘เงินปันผล’ ระหว่างทางหรือไม่

ปัจจุบัน ‘กอง SSFX’ ที่เสนอขายแล้วมีทั้งกองทุนที่มีนโยบาย ‘จ่ายเงินปันผล’ และ ‘ไม่จ่ายเงินปันผล’ ซึ่งมีข้อดีแตกต่างกัน คือ ‘กอง SSFX’ ที่จ่ายเงินปันผลจะเหมาะกับผู้ลงทุนที่ชอบผลตอบแทนระหว่างการลงทุน หรือเพื่อให้มีกระแสเงินสด (Cash Flow) อย่างไรก็ตามผู้ลงทุนจะต้องเข้าใจว่าเงินปันผลที่ได้รับมาจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ด้วย


“ที่สำคัญนอกจากคำถามทั้ง 3 ข้อข้างต้น แล้ว นักลงทุนยังควรศึกษาข้อมูล ‘กอง SSFX’ เพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมจาก ‘หนังสือชี้ชวนส่วนสรุป’ ในหัวข้อ นโยบายการลงทุน กลยุทธการลงทุน และค่าธรรมเนียมประกอบด้วยเช่นกัน”



สำหรับนักลงทุนที่มีภาระภาษีและมีสิทธิในการลงทุนเพื่อประโยชน์ทางภาษีผ่าน ‘กอง SSFX’ นี้ ยังเหลือเวลาอีกประมาณ 1 สัปดาห์ โดยสามารถลงทุนได้ถึงวันที่ 30 มิ.ย. 20 นี้ ก็ไม่อยากให้พลาดกันแต่ประการใด เพราะเป็นการลงทุนที่ ‘สุดคุ้ม’ ได้ทั้ง ‘ผลตอบแทน+ประโยชน์ทางภาษี’ เลยทีเดียว

Share: