คาดตลาดหุ้นไทยปรับลง ประเมินแนวรับที่ 1,323 / 1,303 จุด

บล.ไอร่า

คาดตลาด “ลง” ประเมินแนวรับที่ 1,323 / 1,303 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1,338 / 1,348 จุด โดยได้รับแรงกดดันจากการออกมาปรับลดประมาณการเศรษฐกิจโลกลงสู่ระดับ -4.9% โดยปรับลดลงเพิ่มจาก -3.0% หดตัวมากกว่าคาดการณ์ครั้งก่อนหน้าในเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา พร้อมลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในที่หน้าลงเหลือ 5.4% จากคาดการณ์ครั้งก่อนหน้าที่ 5.8% ขณะที่คาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐและยูโรโซนจะหดตัวลง 8.0% และ 10.2% ในปีนี้ถือเป็นการหดตัวทีรุนแรงและมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ อีกทั้งเมื่อคืนนี้ตัวเลขผู้ติดเชื้อ COVID-19 ใหม่ในสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 3.9 หมื่นรายสูงสุดในประวัติการณ์ สร้างความกังวลต่อแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจสหรัฐ-โลก อีกครั้ง เรามองจะเป็นปัจจัยกดดันทิศทางราคาสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงได้ต่อ         


ซึ่งเรายังมีความเชื่อว่าตลาดยังต้องรอผลการทดลองวัคซีนต้านไวรัส และยารักษา COVID-19 เพื่อเป็นปัจจัยขับเคลื่อนตลาดอีกครั้งในระยะถัดไป หากยังไม่สามารถได้รับผลการทดลองยาที่น่าพึ่งพอใจคาดตลาดยังคงเผชิญแรงกดดันได้ต่อเนื่อง


ขณะที่เมื่อคืนนี้สหรัฐออกมาเตรียมเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากยุโรปมูลค่ารวม 3.1 พันล้านดอลลาร์ โดยเป็นรายการทั้งในส่วนที่เรียกเก็บอยู่แล้วและเป็นรายการสินค้าใหม่ (ส่วนใหญ่เป็นอาหาร) โดยให้เหตุผลเป็นไปตามที่ WTO ตัดสินกรณี EU ให้ความช่วยเหลืออุตสาหกรรมการบิน เรามองเป็นจิตวิทยาเชิงลบกดดันทิศทางราคาสินทรัพย์เสี่ยงและตลาดหุ้นไทยได้เช่นกัน


ผสานทิศทางราคาน้ำมันดิบ WTI. และ BRT. เมื่อคืนนี้ปรับตัวลดลง 5.85% และ 5.44% ตามลำดับ จากการเพิ่มขึ้นของสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 3 และมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ รวมทั้งความกังวลด้านอุปสงค์จากการเปิดเผยคาดการณ์เศรษฐกิจโลกของ IMF และการแพร่ระบาดของ COVID-19 รอบที่ 2 เป็นปัจจัยกดดันทิศทางราคาน้ำมันอ่อนตัว กดดันหุ้นในกลุ่มพลังงานกดดันตลาดเพิ่มเติม

 

 

ปัจจัยภายในประเทศ

เมื่อวานนี้ผลการประชุม กนง. มีมติเอกฉันท์โดยคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 0.50% ตามที่ตลาดคาด เราคาดอาจจะเป็น กนง. ปรับลดอีกครั้งในช่วงครึ่งหลังของปี อีกทั้งปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยลงเป็น -8.1% ต่ำสุดในประวัติการณ์ จากคาดการณ์เดิมที่ -5.3% ขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจปีหน้าจะฟื้นตัวเพียง 5% สะท้อนภาพมุมมองที่มีต่อความอ่อนแอของเศรษฐกิจไทย เรามองเป็นปัจจัยกดดันทิศทางตลาดหุ้นไทยให้ปรับตัวลงได้โดยตรง อีกทั้งตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันเทรดในมูลค่าทางพื้นฐานที่ Fwd PE ราว 18.5 เท่า สูงสุดเมื่อเทียบกับตลาดในภูมิภาค เป็นปัจจัยกระตุ้นแรงขายทำกำไร กดดันตลาดหุ้นไทยปรับฐานได้ในระยะต่อจากนี้


รวมทั้งเรายังแนะนำระมัดระวังแรงขาย Sell on fact ในหุ้นกลุ่มโรงแรมและท่องเที่ยว หลังราคาปรับตัวขึ้นตามการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐไปแล้วบ้างบางส่วน ขณะที่เรามองผลการดำเนินของหุ้นในกลุ่มโรงแรมยังมีโอกาสเผชิญแรงกดดันจากการระบาดระลอกใหม่ของ COVID-19 ซึ่งจะส่งผลให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างประเทศฟื้นตัวช้ากว่าคาด ขณะที่เราเริ่มมีมุมมองเชิงบวกในหุ้นในกลุ่มโรงพยาบบาล หลัง ศบค. ออกมาประกาศผ่อนคลายให้ชาวต่างชาติเริ่มกลับเข้าไทยได้ โดยเริ่มอนุญาตให้กลุ่มชาวต่างชาติสำหรับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพราว 3 หมื่นคน สามารถเข้ามารักษาตัวได้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. นี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการฟื้นตัวของรายได้ของหุ้นในกลุ่มโรงพยาบาลจากผู้ป่วยต่างชาติ (BDMS, BH และ BCH) อย่างไรก็ตามเราคาดสภาพตลาดที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลงในช่วงนี้ เราแนะนำรอซื้อสะสมเมื่อราคาอ่อนตัวลง         


อย่างไรก็ตามเราเรายังเชื่อว่าการส่งสัญญาณขยายระยะเวลาห้าม Short Sell และ Ceiling & Floor ออกไปจากสิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย. นี้ ออกไปจากตลาดหลักทรัพย์ คาดเป็นปัจจัยสำคัญในการจำกัด Downside ของตลาดไม่ให้ปรับฐานรุนแรงและจะปรับตัวลงแบบค่อยเป็นค่อยไปต่อจากนี้

 

 

ธีมการลงทุน          

นักลงทุนระยะกลาง : ยังทยอยขายทำกำไร-ลดความเสี่ยงเมื่อตลาดฟื้นตัว (โดยแนะนำให้นักลงทุนขายลดพอร์ตตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย. ที่ผ่านมา) เพื่อรอรับใหม่อีกครั้งตั้งแต่ช่วงโซน 1,275 – 1,215

Share: