คาด SET ปรับตัวลงทดสอบ 1,300-1,310 จุด 1 ก.ค.นี้ปลดล็อคดาวน์ เฟส 5 หนุนตลาดหุ้นบวก

บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรี จำกัด (มหาชน) คาด SET ปรับตัวลงทดสอบ 1,300 – 1,310 จุด จากความกังวลการแพร่ระบาดรอบสองของไวรัส Covid-19 โดยเฉพาะในสหรัฐที่ยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่พุ่งขึ้นมากกว่า 4.3 หมื่นราย ส่งผลให้บางรัฐสั่งล็อกดาวน์อีกครั้ง เช่น รัฐเท็กซัสและรัฐฟลอริดาที่สั่งให้บาร์ต่างๆ ปิดให้บริการ นอกจากนี้ข้อตกลงการค้าเฟสแรกระหว่างสหรัฐ-จีนมีความเสี่ยงมากขึ้น หลังจากเจ้าหน้าที่จีนเตือนว่าการที่สหรัฐเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการดำเนินการของจีนในฮ่องกงและไต้หวันนั้น อาจทำให้จีนไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงที่จะซื้อสินค้าเกษตรของสหรัฐ อีกทั้งราคาน้ำมันดิบที่ทรุดตัวลงก็เป็นอีกปัจจัยที่กดดันภาวะการลงทุน อย่างไรก็ตามคาดว่าดัชนีจะสลับรีบาวด์ขึ้นได้จากแรงเก็งกำไรการทำ Window dressing ปิด 2Q20 รวมถึงแรงซื้อกองทุน SSFX เพื่อลดหย่อนภาษีในช่วงโค้งสุดท้าย

 

*** 29 มิ.ย. ศบค.ชุดใหญ่ประชุมพิจารณาปลดล็อกกิจกรรมเศรษฐกิจเฟสที่ 5 / ความผันผวนของดัชนีจากการ Rollover เปลี่ยน series จาก M เป็น U ของ TFEX

 

ประเด็นสำคัญวันนี้

  • (-) Covid-19 – Second wave ในสหรัฐยังน่าเป็นห่วงหลายมลรัฐสั่งระงับคลาย lockdown: ทั่วโลกกลับมากังวลกับปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 อีก ครั้งโดยเฉพาะการเกิด Second wave ในสหรัฐซึ่งล่าสุดหลายมลรัฐสั่งระงับการคลาย lockdown เพื่อสะกัดการแพร่ระบาด อาทิ รัฐเท็กซัสและรัฐฟลอริดาสั่งให้บาร์ต่างๆ ปิดให้บริการตั้งแต่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ขณะที่รัฐวอชิงตันสั่งระงับแผนคลาย lockdown ในเฟสที่ 4 ซึ่งการกลับมา lockdown ของเมืองต่างๆจะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดไว้ โดยล่าสุดจากรายงานของ worldometer พบว่าทั่วโลกมีจำนวนผู้ติดเชื้อจำนวน 10 ล้านคน เสียชีวิต  5 แสนคน โดยมีสหรัฐมีผู้ติดเชื้อมากที่สุด 6 ล้านคน และเสียชีวิต 1.28 แสน คน

  • (+) คาดหวังกองทุนทำ Window dressing ช่วยประคองดัชนี:  หากพิจารณาถึงโอกาสในการทำ Window dressing ในไตรมาสนี้ถือว่ามีโอกาสที่บรรดากองทุนจะทำราคาปิดก่อนสิ้นไตรมาสได้เช่นกัน จาก 1)ทิศทางดัชนียังอยู่ในช่วงขาลงทำให้ NAV ของหลายกองทุนยัง Under perform ตลาดการทำ Window dressing ด้วยการดันราคา หรือ ขายหุ้นที่ยังขาดทุนแล้วไปซื้อหุ้นที่คาดว่าจะมีผลตอบแทนสูงขึ้นก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่จะหนุนให้ NAV ของกองทุนต่างๆเพิ่มขึ้นได้, 2) นักลงทุนสถาบันถือครองเงินสดค่อนข้างเยอะเนื่องจากในช่วงต้นเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมานักลงทุนสถาบันขายสุทธิออกมาต่อเนื่องทำให้ปัจจุบันถือครองเงินสดสุทธิประมาณ 7,385 ล้านบาท สามารถนำมาทำราคาหรือดันราคาในช่วงปิดไตรมาสได้ และ 3) กองทุนจะมีเม็ดเงินลงทุนใหม่มาจากกองทุน SSFX ซึ่งเป็นช่วงโค้งสุดท้ายสำหรับการเข้าซื้อเพื่อรับสิทธิลดหย่อนภาษีก่อนที่กองทุนดังกล่าวจะสิ้นสุดมาตรการในเดือน มิ.ย.นี้ โดยทิศทางดัชนีที่มีการย่อตัวลงในปัจจุบันจะช่วยจูงใจให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนในกองทุน SSFX มากขึ้น

  • (+/-) ปัจจัยที่ต้องติดตามสัปดาห์นี้ ศบค.ชุดใหญ่พิจารณาปลดล็อกกิจกรรมเศรษฐกิจเฟส 5 และอนุมัติโครงการ Travel bubble : ในวันที่ 1 ก.ค. ศบค.ชุดใหญ่จะมีการประชุมเพื่อหารือและอนุมัติการปลดล็อกกิจกรรมเศรษฐกิจเฟสที่ 5 และ โครงการ Travel bubble โดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่จะได้รับการปลดล็อกในเฟสที่ 5 มีทั้งหมด 5 กิจกรรม คือ 1)หน่วยงานของรัฐสามารถกลับมาเปิดให้บริการได้ทั้งหมด, 2)ห้างสรรพสินค้า คอมมูนิตี้มอล เปิดบริการได้ทั้งหมด และไม่จำกัดเวลา, 3) ผับ บาร์ คาราโอเกะ กลับมาเปิดได้แต่ต้องมีมาตรการควบคลุม, 4) ร้านเกมส์ อินเตอร์เน็ต และ 5) อาบ อบ นวด ผู้ใช้บริการต้องลงทะเบียนผ่านแอ็พไทยชนะ และต้องสวมหน้ากากทุกครั้ง และสุดท้ายเป็นโครงการ Travel bubble ที่ภาครัฐเตรียมอนุญาติให้ชาวต่างชาติในภาคธุรกิจ และสุขภาพสามารถเดินทางเข้ามาในประเทศไทยได้ ทั้งหมดทุกกิจกรรมที่ได้รับการผ่อนคลายน่าจะช่วยให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศกลับมาฟื้นตัวได้ ถือเป็น Sentiment บวกต่อภาพเศรษฐกิจโดยรวม

 

กลยุทธ์การลงทุน : Selective Buy

 

  • หุ้นที่คาดว่าจะเข้า SET 50 / 100 รอบใหม่ BPP  TTW  ACE  DOHOME  RBF  SIRI  SISB   TVO  WHAUP
  • กลุ่มที่คาดว่างบ 2Q20 จะเติบโตขึ้น ( CKP TASCO STA RS )
  • MINT CENTEL ERW AOT


หุ้นแนะนำวันนี้

 

  • CPF (ปิด 75 ซื้อ/เป้า 36.25) ทิศทางผลกำไรใน 2Q20 ยังโดดเด่นต่อเนื่องจาก ราคาหมู ไก่ ในประเทศยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ราคาหมูในเวียดนามยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง (8 หมื่น -1 แสน ดงต่อ ก.ก.) นอกจากนี้ CPF ยังได้ประโยชน์จากต้นทุนกากถั่วเหลืองที่ลดลงสงผลให้มาร์จิ้นของบริษัทยิ่งเพิ่มขึ้น

  • INTUCH (57 ซื้อ/เป้า 74) ผลประกอบการได้รับผลกระทบจาก Trade war และ Covid-19 จำกัด ทำให้ INTUCH ยังสามารถจ่ายปันผลได้เต็มที่ โดยปีนี้คาด INTUCH จะจ่ายปันผลประมาณ 48 บาทต่อหุ้นให้ Dividend yield ประมาณ 4.4%

 

Share: