“โรบอท” บริหารกองทุน...ไร้บทสรุปว่า ‘เหนือคน’ แต่เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ

ในปัจจุบันเทคโนโลยีถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่มีบทบาทในการใช้ชีวิต ยิ่งสถานการณ์แพร่ระบาดของ ไวรัส COVID-19 ทำให้เราได้ถึงความบทบาทที่ชัดเจนมากขึ้น ไม่จะเป็นในการทำงาน การติดต่อสื่อสารและการจับจ่ายใช้สอย


ซึ่งในการลงทุนเอง ก็มี “บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)” และ “บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.)” บางแห่ง ได้นำเทคโนโลยีอย่าง “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ Artificial Intelligence (AI)” มาใช้เป็นทางเลือกการลงทุนให้แก่ผู้ลงทุนด้วยเช่นกัน


ทำให้เกิดเป็นกองทุนแนวใหม่อย่าง ‘กอง Machine Learning’ ที่จะเรียกว่าใช้ ‘หุ่นยนต์ (Robot)’ มาบริหารพอร์ตแทนทนุษย์ก็คงไม่ผิดนัก


แต่อย่างที่รู้กันว่าตั้งแต่สถานการณ์แพร่ระบาดของ ‘ไวรัส COVID-19’ ส่งผลให้ตลาดหุ้นพังลงครั้งแล้วครั้งเล่า จึงทำให้ทาง ‘Wealthy Thai’ เกิดความสงสัยขึ้นว่าถ้าเป็นการบริหารกองทุนโดยปัญญาประดิษฐ์ อย่าง ‘กอง Machine Learning’ จะมีการบริหารหรือตอบรับเช่นไรในช่วงสถานการณ์ดังกล่าว


ในวันนี้ทางเราจึงติดต่อกับ 2บลจ.นั่นคือ “บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด” และ “บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน)” เป็นผู้ให้ข้อมูลในครั้งนี้

 

 

“ผลตอบแทน” จากบริหารผ่าน ‘คน’ กับ ‘โรบอท’...ยังคงใกล้เคียง

ด้วยความสามารถของ “ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI)” ในวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกได้ทีละจำนวนมาก พร้อมปรับการวิเคราะห์ข้อมูลได้หลากหลายมุมมอง อย่างครอบคลุม เพื่อการคาดการณ์ ผลตอบแทนที่แม่นยำมากขึ้นในการลงทุน จึงมีการนำโมเดลนี้มาใช้วิเคราะห์เชิงปริมาณกับเรื่องราวของการลงทุนอย่างแพร่หลาย แต่จนปัจจุบันก็ยังไม่มีบทสรุปว่า ‘โรบอท’ กับ ‘คน’ ใครจะเก่งกว่ากัน


โดย “นันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส” Chief Investment Officer บลจ.ไทยพาณิชย์ จำกัด ได้ให้มุมมองว่าในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยผันผวนที่ผ่านมานั้น ผลตอบแทนของ ‘กองทุนไทยพาณิชย์ Machine Learning Thai Equity ชนิดสะสมมูลค่า (SCBMLTA)’ ก็ยังคงทำได้ใกล้เคียงกับกองทุนที่บริหารโดย ‘คน’ แม้ว่าระบบจะมีการคัดเลือกหุ้นผ่านการให้คะแนนปัจจัยการลงทุนต่างๆ ที่คาดว่า จะมีผลต่อราคาหุ้นเช่น Valuation, Growth, Quality, Sentiment, Momentum, Risk  เป็นต้น ซึ่งเจอบทวิเคราะห์หรือข่าวปัจจัยลบต่างๆ ในช่วงที่เกิดสถานการณ์แพร่ระบาดของ ‘ไวรัส COVID-19’ ก็ทำให้ปัจจัยพื้นฐานของหุ้นนั้นเปลี่ยนแปลงตามไปด้วยและทำให้ผลตอบแทนไม่สามารถชนะตามตลาดได้ในบางครั้ง

 

(นันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส)

 

 “ต่อจากนี้ทางบริษัทเอง ก็มีแผนจะนำข้อมูลดาต้า อย่างข่าว บทวิเคราะห์ที่มีความสดใหม่และทันต่อเหตุการณ์ให้ไวมากขึ้นมาช่วยเพิ่มในการคัดเลือกหุ้นของระบบ สำหรับการลงทุนใน ‘ระยะยาว’ โดยส่วนตัวมองว่ายังคงเป็นการลงทุนดีเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดี ยังคงต้องใช้ ‘คน’ และ ‘โรบอท’ ทำงานควบคู่กัน อย่างการใช้คนในการหาข่าว ข้อมูลตัวเลขต่างๆ ให้มีความเข้มข้นมากขึ้นเพื่อให้โรบอททำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ในทางของโรบอทเอง คนก็ยังต้องใช้การคิดคำนวณข้อมูลที่รวดเร็ว มาเป็นสัญญาณให้แก่นักลงทุน จึงมองว่าการทำงานที่ดียังต้องพึ่งทั้ง ‘คน’ และ ‘โรบอท’ การจะพึ่งพิงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในตอนนี้และอนาคตยังไม่เหมาะนัก”

 

 

ลุ้น “หุ้นไทย” ปลายปีแตะ 1,400 – 1,450 จุด...หากไม่เกิด COVID-19 ‘ระลอกที่2’

ทั้งนี้มุมมอง “ตลาดหุ้นไทย” ในช่วงที่เหลือนั้น คาดว่าจะค่อยๆ ปรับตัวขึ้นแต่ไม่มากนักซึ่งผลตอบแทนก็ยังคงสู้ตลาดต่างประเทศไม่ได้ เนื่องจากโครงสร้างเซกเตอร์หุ้นของตลาดหุ้นไทยที่ไม่มากนักและผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนที่ยังไม่ดีนัก ตามภาพการบริการที่ยังไม่ฟื้นดี


“ซึ่งหากไม่เกิดสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ใน ‘ระลอกที่ 2’ และกำลังซื้อ ตัวเลขเศรษฐกิจสามารถฟื้นตัวได้ตามคาดการณ์ ก็จะเป็นอัพไซด์ให้แก่ตลาดโดยมีโอกาสที่ปลายปีดัชนีตลาดหุ้นไทยจะแตะ 1,400 – 1,450 จุด

 

 

“โรบอท” ยังปรับตัวได้ไม่ดีเท่า ‘คน’...แต่ใน ‘ระยะยาว’ เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ

ฟาก “ดร.สมชัย อมรธรรม” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน และลูกค้าสัมพันธ์ บลจ.กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้แชร์ข้อมูลว่า ‘กองทุนเปิดกรุงไทย เอไอ เบรน ชนิดสะสมมูลค่า (KT-BRAIN-A)’ ของบริษัทได้ให้คะแนนการคัดเลือกหุ้นผ่านพื้นฐานของบริษัท อย่างงบการเงินเป็นหลัก ซึ่งทำให้การทำงานทำได้รวดเร็วกว่าคน ทำให้ในบางช่วงที่ทิศทางตลาดหุ้นมีความผันผวน โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่องหรือปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ผลงาน (Performances) ไม่สามารถสู้กับกองที่คำนวณโดยใช้โมเมนตัมได้ ซึ่งหากดูทั้งปีผลงาน (Performances) ของกองก็ยังคต่ำกว่า Benchmark

 

(ดร.สมชัย อมรธรรม)

 

 

“หากเทียบกับกองทุนที่บริหารโดยคนนั้น ผลตอบแทนของ ‘กอง Machine Learning’ ก็ยังถือว่าทำได้ไม่ดีนักเนื่องจากที่ผ่านมาผลตอบแทนทำได้ต่ำกว่าคนบริหาร แต่อย่างไรก็ตามต้องเข้าใจไว้ว่าด้วยข้อมูลดาต้าที่ใช้คำนวณที่ไม่เท่าเหตุการณ์จึงทำให้การแอคชั่นทำได้ช้ากว่าคนในบางครั้ง ถ้าจะเลือกลงทุนระหว่าง ‘คน’ หรือ ‘โรบอท’ ขึ้นอยู่กับสไตล์นักลงทุน โดยถ้าเป็นโรบอทนั้นการลงทุนใน ‘ระยะยาว’ ก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือก ด้วยการลงทุนแบบคัดเลือกหุ้นรายตัวจึงต้องค่อนข้างใช้เวลาจึงจะเป็นผลตอบแทนที่ชัดเจน”

 

 

SET ยังคง “ผันผวนต่อ”...เตือนนลท.เฝ้าระวังบจ.มี ‘โอกาสเบี้ยวหนี้’

สำหรับมุมมอง “ตลาดหุ้นไทย” ได้ผ่านช่วงที่ต่ำที่สุดมาแล้วซึ่งการปรับตัวขึ้นในครั้งนี้เป็นการฟื้นตัว ซึ่งประเมินทิศทางต่อจากนี้คาดว่าจะมีความผันผวนอยู่บ้าง โดยคาดการณ์ดัชนีสิ้นปีจะอยู่แถว 1,350 จุด โดยปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ใน ‘ระลอกที่ 2’ ซึ่งหากมีการผลิตวัคซีนได้เมื่อไหร่ก็จะคลี่คลายความกังวลดังกล่าวได้ และอีกปัจจัยคือสภาพคล่องของบริษัท ที่อาจนำพาไปสู่การผิดนัดชำระหนี้ในบริษัทที่มีสภาพคล่องต่ำ


“จากมุมมองทั้ง 2 ผู้เชี่ยวชาญนั้น อาจจะมีความแตกต่างกันไปบ้างด้วยฐานข้อมูลดาต้าที่ใช้ในการคำนวณคัดเลือกหุ้นจึงทำให้ผลตอบแทนที่ได้รับต่างกันออกไป แม้ปัจจุบันยังไม่มีบทสรุปว่า ‘โรบอท’ หรือ ‘คน’ใครจะบริหารกองทุนได้ดีกว่ากัน แต่ก็ถือเป็นหนึ่งในทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่สนใจ ที่สำคัญอย่าลืมศึกษาข้อมูลให้ดีเพื่อเข้าใจแนวคิดเบื้องหลังของ ‘กอง Machine Learning’ นั้นๆ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายและความสามารถในการรับความเสี่ยงของตัวเองด้วยนั่นเอง”

Share: