ตีแผ่ 5 หุ้น SET 50 ราคาร่วงแรงสุดในรอบ 1 เดือน

ผ่านไปแล้วครึ่งปีแรก 2563 นับเป็นช่วงครึ่งปีแรกที่บอบช้ำกันพอสมควร เพราะตลาดหุ้นผันผวนหนักมาก ทั้งจากการระบาดของ COVID-19 และความกังวลเทรดวอร์ โดยจากการสำรวจข้อมูลดัชนีตลาดหุ้นไทยในรอบ 1 เดือน (1 มิ.ย.-29มิ.ย.) ปรับตัวลดลงที่ระดับ 0.97% ทำจุดสูงสุดเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. ที่ 1,438.66 จุด และทำจุดต่ำสุดเมื่อวันที่ 25 มิ.ย.63 ที่ 1,325.88 จุด


ดังนั้นวันนี้ Wealthy Thai ได้รวบรวมข้อมูลหุ้นที่ราคาปรับตัวลงแรงสุดของกลุ่ม SET 50 มาฝากนักลงทุน โดยจากการสำรวจข้อมูลผ่าน SETSMART.COM พบว่า 5 อันดับหุ้นที่ราคาปรับตัวลงแรงสุด ประกอบด้วย อันดับ 1 KTC ตามด้วยอันดับ 2 AWC ส่วนอันดับ 3 คือ CRC อันดับ 4 RATCH และอันดับ 5 คือ OSP


จากข้อมูลดังกล่าว KTC ถือเป็นหุ้นที่ราคาปรับตัวลดลงมากสุดของหุ้น SET 50 ในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา แต่ล่าสุดสำนักวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ได้ให้คำแนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมาย 34.50 บาท โดยระบุว่า ได้มีการประชุมนักวิเคราะห์ร่วมกับนักลงทุนสถาบัน และผู้บริหารของ KTC ในเรื่องมาตรการช่วยเหลือเฟสที่ 2 ของ ธปท.  มีประเด็นสำคัญดังนี้คือ


1.KTC จะเพิ่มวงเงินในกลุ่มของลูกค้าที่มีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาท 2.ไม่จำเป็นต้องทำ Capital Requirement ตาม ธปท. และ D/E ยังต่ำกว่าข้อกำหนดที่ 10 เท่า และมีวงเงินสินเชื่อ 3 หมื่นล้านบาท จากกลุ่มธนาคารทำให้ผู้บริหารไม่กังวลด้านเงินทุน และพร้อมจ่ายเงินปันผลปกติ และ 3.สามารถเพิ่มการกู้ยืมเงินระยะสั้นได้จากดอกเบี้ยที่ต่ำเพียง 1%


โดยใช้แผนเดียวกับการลดดอกเบี้ยในปี 2017 ที่ลดเป็น 18% ซึ่ง KTC เผยว่าการลดดอกเบี้ยในปี 2560 ชดเชยได้ด้วย 1.การเพิ่มวงเงินให้กับลูกค้า 2.ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลง 3.ประสิทธิภาพในการดำเนินงาน และต้นทุนที่ลดลง

 


 

เศรษฐกิจดีขึ้นในเดือน มิ.ย.

หลังการจบมาตรการล็อคดาวน์ 1.ลูกค้ามีการชำระเงินเพื่อรักษาวงเงิน 2.การฟื้นตัวของหนี้เสียที่ดีขึ้น 3.NPL ที่ลดลงในเดือน มิ.ย.และ 4.การใช้จ่ายในเดือน มิ.ย. ที่ทรงตัวเทียบกับลดลง 25% YoY ในเดือน พ.ค. และลดลง 40% YoY ในเดือนเม.ย. หนุนโดยผลิตภัณฑ์ใหม่ และ KTC จะมีการขยายตลาดในส่วนของที่ไม่มีสลิปเงินเดือนที่ยังขยายตลาดได้ และการแข่งขันที่ยังต่ำจากผู้ประกอบการรายเล็ก


ดังนั้นปรับประมาณการปี 2563/64 ลง 5.7% และ 6.8% ตามลำดับ จากการปรับลดดอกเบี้ยบัตรเครดิตลง 2% และสินเชื่อส่วนบุคคล แต่ผลกระทบต่อผลประกอบการจะชดเชยได้จาก 1.วงเงินที่เพิ่มขึ้น 2.ค่าการตลาดที่ลดลง 3. Funding Cost ที่ลดลงจากการลดดอกเบี้ย โดยคาดปี 63 จะมีกำไรสุทธิ 5,290 ล้านบาท ลดลงจากปี 62 ที่อยู่ระดับ 5,524 ล้านบาท


ขณะที่หุ้นที่ปรับตัวลดลงอันดับ 2 คือ AWC นั้น นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ได้ปรับคำแนะนำขึ้นเป็น ซื้อ ราคาเป้าหมาย 5.8 บาท พร้อมระบุว่า AWC จะฟื้นตัวตามการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวไทย และมีอัพไซด์จากโอกาส M&Aโดยคาดว่า AWC จะเป็นผู้เล่นโรงแรมที่กำไรกลับมาเร็วที่สุด การขาดทุนในไตรมาส 2-3/63 ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ แต่ AWC จะโดดเด่นกว่ากลุ่มเพราะตัวจริงของเที่ยวไทย


สัดส่วน 100% ของรายได้โรงแรม AWC คือมาจากเมืองไทย โดย AWC มี net gearing เพียง 0.6 เท่า (ต่ำสุดในกลุ่ม) บวกกับเพิ่งได้อนุมัติเงินกู้เพิ่มอีก 30,000 ล้านบาท ในเดือน พ.ค ที่ผ่านมา ดังนั้น พร้อม “ช้อนซื้อของถูก”หากเราคิดราคาขายโรงแรม (4-5 ดาว) ในตลาดที่ discount  จาก replacement value ช่วง 20-50% เราคำนวณได้ว่า AWC สามารถเพิ่ม port จำนวนห้อง ได้ถึง 64-103% จากปัจจุบัน


ส่วนอันดับ 3 คือ CRC ล่าสุด ที่ประชุมศบค. ชุดใหญ่มีมติให้ผ่อนคลายระยะที่ 5  ให้โรงเรียน สถานบันกวดวิชาเปิดเรียนได้ แต่ต้องเว้นระยะห่างและจำกัดจำนวนคน  ให้ปิดห้างสรรพสินค้าได้ในเวลา 4 ทุ่ม และเปิดร้านสะดวกซื้อได้ 24 ชม. นักวิเคราะห์ หลักทรัพย์ อาร์เอชบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นบวกต่อ CRC, CPALL, MBK, SF, PLAT


พร้อมทั้ง นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน)  ยังแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 39 บาท โดยระบุว่า CRC ผู้นำการ Re-opening ซึ่งคาดกำไรจะฟื้นตัวเป็น V-shape หลังจากที่ไปทำจุดต่ำสุดในไตรมาส 2/63 (คาดจะเห็นตัวเลขขาดทุน เพราะยอดขายที่หายไป และมาร์จิ้นที่หายไปด้วย) แต่ผลประกอบการจะพลิกเป็นกำไรในไตรมาส 3/63 (คาดกำไรกลับมาถึง 90% ของระดับปีที่แล้ว เพราะหลังจากกลับมาเปิดเมือง ยอดขายฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยคาดยอดขายจะกลับมาได้ถึง 88% ของระดับก่อน COVID) ขณะที่ไตรมาส 4/63 จะเป็นไตรมาสที่ดีที่สุดของปี ได้ปัจจัยหนุนจากทั้งปัจจัยฤดูกาล และสถานการณ์ COVID19 ที่คาดคลี่คลายลง


อันดับ 4 RATCH หนึ่งในหุ้นโรงไฟฟ้าที่มีรายได้อย่างมีเสถียรภาพ สะท้อนจาก มุมมองของนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด ที่เลือก RATCH เป็นหนึ่งในหุ้น Top pick โดยระบุว่า กลุ่มโรงไฟฟ้า ยังคงเป็นธุรกิจที่มีรายได้แน่นอน เนื่องจากมีการไฟฟ้าแห่งประเทศไทยเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่รับซื้อ และยังมีการทำสัญญาระยะยาว ทำให้มั่นใจได้ว่าผลประกอบการจะไม่มีความผันผวน หลายบริษัทยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ราคาที่ปรับตัวขึ้นมาก่อนกลุ่มอื่นแล้ว เราแนะนำ “Neutral” ส่วน Top pick เราชอบ GULF, EGCO, RATCH และ BCPG


รวมทั้งนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด ยังเลือก RATCH เป็น top pick เช่นกัน โดยแนะนำ “ซื้อ” เป้าหมาย 77.00 บาท โดยบริษัทที่คาดกำไรสุทธิจะเติบโตได้โดดเด่น (CAGR 63-64) ประกอบด้วย 1. กลุ่มที่มีปัจจัยเฉพาะตัว GPSC +43% (รับรู้รายได้หลังควบรวมกับ GLOW), CKP +159% (หากไม่เผชิญภัยแล้งในปี 64), 2) กลุ่มที่การเติบโตมั่นคงจากการ COD โครงการที่มี PPA รองรับและความเสี่ยงในการล่าช้ามีน้อย ได้แก่ BGRIM +20%, GULF +15%, RATCH +6%,  SSP +16%, GUNKUL +13%, WHAUP +2%


ส่วนอันดับ 5 คือ OSP นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้ปรับเพิ่มคำแนะนำจาก ถือ เป็น ซื้อ ให้ราคาเป้าหมายกลางปี 64 ใหม่ที่ 45.50 บาท โดยคาดกำไรสุทธิในไตรมาส 2/63 จะอยู่ที่ 863 ล้านบาท (+21.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน, -6.8%จากไตรมาสก่อน)


กำไรที่เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนจะเป็นเพราะไม่มีการตั้งสำรองพิเศษสำหรับผลประโยชน์พนักงานตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ ในขณะที่กำไรที่ลดลง จากไตรมาสก่อน จะเป็นเพราะไม่มีกำไรจากการซื้อกิจการ Calpis Osotspa Co.,Ltd. ถ้ากำไรไตรมาส 2/63 เป็นไปตามคาด กำไรครึ่งแรกปี 63 จะคิดเป็น 46.8% ของประมาณการทั้งปี

Share: