ธปท.ชี้ไตรมาส 3 คนตกงาน “เพิ่มขึ้น” เตือนเสี่ยง “เงินบาทแข็ง” กดดันเศรษฐกิจ

ทิศทางเศรษฐกิจในเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา ยังคงออกมา “หดตัวสูง” ต่อเนื่องจากเดือนเมษายน ซึ่งเป็นผลกระทบจากการล็อกดาวน์ทั้งประเทศ แต่ก็มีการเริ่มผ่อนคลายล็อกดาวน์ระยะแรก ตั้งแต่วันที่ 3 พ.ค. 2563 และผ่อนคลายมากขึ้นในเฟสต่างๆ ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจค่อยๆ กลับมา ด้านแบงก์ชาติจึงมองว่า เริ่มเห็นแสงสว่างในเดือนพ.ค.นี้ แต่ก็ยังมีจุดห่วงกังวลอีกหลายๆ ประเด็น



โดยนายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ด้านเศรษฐกิจต่างประเทศ ยังหดตัวหนักอยู่ทั้งภาคท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวต่างประเทศหายไป 100% จากการห้ามเดินทางระหว่างประเทศ และภาคการส่งออกสินค้าที่หดตัวสูงขึ้นตามเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่อ่อนแอ โดยสอดคล้องกับการคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่ระบุว่า เศรษฐกิจโลกหดตัวแรง

 

ดังนั้นจึงยังคงส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังการผลิตภาคอุตสาหกรรมในประเทศที่หดหาย ทำให้กำลังการผลิตมี “ส่วนเกิน” เหลืออยู่มาก และการลงทุนภาคเอกชนยังหดตัวสูงต่อไป

 

“เศรษฐกิจที่หดตัวสูง เพราะอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศที่อ่อนแอ เมื่อประกอบกับสินค้าคงคลังที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัวสูง”

 

สำหรับตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างประเทศหดตัว 100% เป็นเดือนที่สองต่อจากเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลจากคลายล็อกดาวน์ประเทศ ส่งผลกระทบรุนแรงต่อธุรกิจและแรงงานในภาคที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว

 

ส่วนมูลค่าการส่งออก เดือน พ.ค. หดตัวสูง -23.6% จากระยะเดียวกันปีก่อน และหากไม่รวมการส่งออกทองคำ พบว่าส่งออกหดตัว -29.0% ซึ่งหดตัวเกือบทุกหมวดสินค้าและเกือบทุกตลาด ตามอุปสงค์ของประเทศคู่ค้าที่อ่อนแอ และราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่หดตัวสูง ประกอบกับผลของภาวะภัยแล้ง ทำให้เหลือหมวดสินค้าเกษตรที่ขยายตัวได้เพียงการส่งออกผลไม้ไปจีน

 

ข่าวดีพ.ค. "รัฐ” แจกเงินพยุงศก.



หากดูภาคเศรษฐกิจในประเทศ เดือนพ.ค. พอจะมี “ข่าวดี” เพียงเรื่องการใช้จ่ายภาครัฐ ที่ขยายตัวได้ต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลจากมาตรการเงินเยียวยาสะท้อนบทบาทรัฐช่วยพยุงเศรษฐกิจ ในช่วงที่กิจกรรมทารงเศรษฐกิจด้านอื่นๆหดตัวสูง แต่หากหักเรื่องเงินเยียวยา จะพบว่า รายจ่ายประจำที่ไม่รวมเงินโอนและการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ “หดตัว” หลังจากที่ขยายตัวสูงในเดือนมีนาคมและเดือนเมษายน ทำให้รายจ่ายรัฐบาลที่ไม่รวมเงินโอนโดยรวมแล้ว “ทรงตัว"

 


จุดอ่อนคนตกงานฉุดภาคบริโภค

 

แต่หากดูลึกถึงการบริโภคภาคเอกชนที่ “หดตัวสูง” ต่อเนื่อง พบว่ามีการใช้จ่ายหดตัวในทุกหมวด เนื่องจากกำลังซื้อภาคครัวเรือนที่ยัง ”อ่อนแอ” จากปัญหาตลาดแรงงานที่ “เปราะบางมากขึ้น” สะท้อนจากสัดส่วนผู้ขอรับสิทธิ์ว่างงานและสัดส่วนผู้ถูกเลิกจ้างต่อผู้ประกันตน คิดเป็น 22% ของผู้ขอรับสิทธิ์ว่างงานทั้งหมด รวมถึงชั่วโมงการทำงานที่หายไปด้วย

 

ขณะที่ด้านรายได้เกษตรกรแม้จะปรับตัวดีขึ้น แต่ก็ยังหดตัวจากราคาสินค้าเกษตรที่ลดลง โดยภาพรวมจังยังกระทบต่อรายได้ ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ในระดับ “ต่ำ“ และมีแนวโน้มดิ่งลง

 

“แต่การหดตัวของการบริโภคภาคเอกชนลดลงจากเดือนก่อนหน้า เพราะเริ่มมีการผ่อนคลายมาตรการปิดเมือง และภาครัฐมีมาตรการเงินเยียวยา และทำให้เริ่มเห็นแสงสว่างขึ้นมา แต่ต้องรอดูในเดือนมิ.ย. ว่าเป็นแสงจริงหรือแสงปลอม” นายดอนกล่าว

 

ภาคผลิต-ลงทุนทรุดต่อ

 

ในภาคการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมและการนำเข้า ที่มีการหดตัวสูงขึ้นสอดคล้องกับภาคการส่งออกสินค้าและการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่หดตัวสูง

 

นายดอนชี้ว่า แนวโน้มการผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัวสูงขึ้น เนื่องจากระดับสินค้าคงคลังที่สูง ยังเป็นปัจจัยกดดันการผลิตภาคอุตสาหกรรมในระยะต่อไป และทำให้กำลังการผลิต "ส่วนเกิน” เหลืออยู่มาก และผู้ประกอบการมีความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า มีความไม่แน่นอนสูง ทำให้การลงทุนชะลอตัว สะท้อนได้จากการลงทุนหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ และการลงทุนหมวดก่อสร้าง

 

หากดูมูลค่านำเข้าสินค้า เดือนพ.ค. ติดลบ 32.4% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งหดตัวสูงในทุกหมวดสินค้าทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค วัตถุดิบและสินค้าขั้นกลาง และสินค้าทุน ยังสะท้อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมที่อ่อนแอ

 

อย่างไรก็ตาม ผลของการนำเข้าที่หดตัวสูงกว่าการส่งออก ส่งผลให้ประเทศไทยยังคงมีการเกินดุลการค้าสูง และมีดุลการชำระเงินที่เป็นบวกเล็กน้อย โดยภาพรวมดุลบัญชีเดินสะพัด จึงเกินดุลเล็กน้อยอยู่ที่ 64 ล้านดอลลาร์ จากเดือนเม.ย. ติดลบ 654 ล้านดอลลาร์

 

ปัจจัยลบเงินบาท “แข็งค่า”

 

ส่วนดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้ายเกินดุลสุทธิต่อเนื่องจากทั้งด้านสินทรัพย์และด้านหนี้สิน แม้นักลงทุนต่างประเทศจะยังขายหลักทรัพย์สุทธิต่อเนื่องในเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา



“เดือนพ.ค. เห็นเงินไหลออกจากตลาดหุ้นและตราสารหนี้ แต่เดือนมิ.ย. ไหลเข้าสุทธิ ขณะที่แนวโน้มค่าเงินบาทยังแข็งค่าต่อเนื่อง ซึ่งปัจจัยสำคัญมาจากค่าเงินดอลลาร์ที่มีแนวโน้มอ่อนค่า โดยเงินบาทแข็งค่าตามภูมิภาค อย่างไรก็ตาม หากเงินบาทแข็งขึ้นก็เป็นปัจจัยลบที่มีผลต่อเศรษฐกิจเหมือนกัน” นายดอนกล่าว

 

นายดอนกล่าวว่า เสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ดี เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อในหมวดอาหารสด และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ปรับลดลง

 

“จากตัวเลขเศรษฐกิจ 2 เดือนแรกของไตรมาส 2 จึงทำให้เห็น GDP ไตรมาส 2 คิดลบ 2 หลัก ซึ่งถือเป็นไตรมาสที่เข้าสู่ภาวะวิกฤตเต็มตัว แต่เดือนมิ.ย. ได้มีการคลายล็อกดาวน์มากขึ้น ซึ่งน่าจะทำให้เห็นเครื่องชี้เศรษฐกิจที่น่าจะปรับตัวดีขึ้นได้ จึงขอให้รอดูข้อมูลจริงที่จะออกมาก่อน"

 

จุดกังวลสูงสุด "คนตกงาน” เพิ่มขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม นายดอนได้กล่าวถึง จุดกังวลสูงสุดในระยะข้างหน้า คือ “ตลาดแรงงาน” ซึ่งประเมินว่าในช่วงไตรมาส 2 และ 3 นี้ จะมีคนว่างงาน “เพิ่มขึ้น” แต่ก็คาดว่าไตรมาส 4 จะปรับตัวดีขึ้นได้ หลังจากที่มีข่าวดีจากสภาพัฒน์ เรื่องงบฟื้นฟูเศรษฐกิจ 4 แสนล้านบาท ซึ่งอนุมัติในโครงการในรอบแรก จะเป็นโครงการที่สนับสนุนการจ้างงาน ซึ่งไม่ใช่โครงการสร้างถนน ถือว่ารัฐมาถูกทาง

 

สำหรับเศรษฐกิจไทยในช่วงจากนี้ไป นายดอน คาดว่าจะเห็นการปรับตัวดีขึ้นรายไตรมาส หากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกไม่ทรุดตัวจากปัจจุบันนี้ ซึ่งทาง IMF คาดว่าเศรษฐกิจโลกติดลบประมาณ 5%

 

จับตาปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจไตรมาส 3

 

โดยประเมินว่า แนวโน้มเศรษฐกิจในไตรมาส 3 จะปรับตัวดีขึ้นแน่นอน หากเศรษฐกิจโลกไม่เกิดอุบัติเหตุก่อน โดยปรับตัวดีขึ้นจากการผ่อนคลายล็อกดาวน์ ทำให้มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น มีการใช้จ่ายมากขึ้น รวมถึงภาคท่องเที่ยวที่จะเห็นในเดือนส.ค.นี้ แม้จะจำนวนไม่มาก แต่จะทยอยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งครึ่งปีหลังจะเป็นไปตามประมาณการที่จะมีนักท่องเที่ยวประมาณ 1.3 ล้านคน



“ไตรมาส 3 จะเห็นเศรษฐกิจติดลบ เลขหลักเดียวหรือสองหลัก เหมือนไตรมาสสองหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจต่างประเทศเป็นสำคัญ"

 



อย่างไรก็ตามนายดอน มองว่า ในครึ่งปีหลังยังปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม คือ เรื่องแรก สถานการณ์การระบาดของโควิดรอบ 2 หากระบาดไม่รุนแรง และไม่มีการล็อกดาวน์หรือปิดประเทศ จะไม่เป็นประเด็นใหญ่ที่กระทบเศรษฐกิจโลกมาก แต่กรณีระบาดรุนแรง นำไปสู่การปิดประเทศอีกครั้ง จะกระทบต่อเศรษฐกิจโลกหดตัวมากกว่านี้ เรื่องที่สอง ปัญหาเศรษฐกิจระหว่างจีนและสหรัฐ จะมีทิศทางอย่างไรต่อจากนี้

 

และเรื่องสุดท้าย เสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินโลก ปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ของตราสารหนี้ของหลายๆ ประเทศ และตลาดพันธบัตรบางประเทศ ที่จะส่งผลกระทบวงกว้างและอาจทำให้เศรษฐกิจไม่ฟื้นตัวได้

Share: