เจาะเทรนด์หุ้นพลังงาน SET 50 5 หุ้นมาร์เก็ตแคปสูงสุดของกลุ่ม

หุ้นกลุ่มพลังงานฯ ถือเป็นหุ้นที่ได้รับความนิยมสูง ทั้งหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า น้ำมัน ปิโตรเคมีฯ โรงกลั่น หุ้นกลุ่มนี้นับเป็นตัวเลือกของนักลงทุนมาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น Wealthy Thai จึงได้หยิบยกหุ้นกลุ่มดังกล่าวมานำเสนอให้นักลงทุนได้พิจารณา

             

ทั้งนี้เราได้ตรวจสอบหุ้นกลุ่มพลังงานที่จัดอยู่ในดัชนี SET 50 ผ่าน setsmart.com โดยได้คัดเลือกหุ้นกลุ่มพลังงานที่มีมาร์เก็ตแคปสูงสุด 5 อันดับ (ณ วันที่ 26 มิ.ย.63) ในดัชนี SET 50 พบว่า อันดับหนึ่ง PTT ตามด้วย SCC, GULF, PTTEP และ GPSC ตามลำดับ ซึ่งทั้ง 5 หุ้นนี้ต่างคุ้นตากันดีอยู่แล้ว และไม่ต้องบอกแล้วว่าทำธุกิจอะไร แต่นับจากนี้เทรนด์การเติบโตจะน่าสนใจมากน้อยแค่ไหน Wealthy Thai หาคำตอบมาให้แล้ว

             

ใน 5 หุ้นดังกล่าว พบว่า PTTEP มีค่า P/E ต่ำสุดอยู่ที่ระดับ 8.17 เท่า ตามด้วย SCC อยู่ที่ 16.16 เท่า ส่วน PTT อยู่ที่ 17.02 เท่า GPSC อยู่ที่ 44.86 เท่า และ GULF อยู่ที่ 125.76 ตามลำดับ โดย PTT ยังถือเป็นหุ้นที่มีมาร์เก็ตแคปสูงที่สุดในตลาดหุ้นไทย (ณ วันที่ 26 มิ.ย.63)

             

ส่วนอัตราเงินปันผลตอบแทน ซึ่งเป็นอัตราส่วนของเงินปันผลต่อหุ้น ต่อราคาหุ้น ในรูปแบบของร้อยละ

 

โดยมีสูตรคำนวณ คือ มูลค่าเงินปันผลรวมตามรอบผลประกอบการประจำปี (ล่าสุด) x 100 / [ราคาปิดของหุ้นสามัญ x (จำนวนหุ้นสามัญ - จำนวนหุ้นซื้อคืน)] พบว่า 3 อันดับแรกที่มีอัตราเงินปันผลตอบแทนสูงสุดในจำนวน 5 หุ้นดังกล่าว คือ  PTTEP, PTT, SCC ตามลำดับ

             

มีรายละเอียดในตารางดังนี้

             

 

PTTEP ตุนเงินสด 1 แสนล้านบาท

 

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ขณะนี้ แนะนำ TRADING ตามทิศทางราคาน้ำมัน ให้ราคาเหมาะสมใหม่ 91.00 บาท โดย PTTEP ถือเป็นหุ้นที่มีฐานะการเงินมั่นคงด้วย D/E 0.9 เท่า และมีเงินสดในมือสูงถึง 1 แสนล้านบาท

 

ทั้งนี้ปรับสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบปี 2563-2564 เป็น 42-47 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ตามลำดับ (เดิม 40-42.5 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล), ราคาน้ำมันระยะยาว 55 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล และปรับปรุงปริมาณขาย-ต้นทุนขายให้สอดคล้องกับแผนธุรกิจของ PTTEP ส่งผลให้ประมาณการกำไรปกติปี 2563-2564 เพิ่มขึ้น 8-37% เป็น 2.5 หมื่นล้านบาท (-45% YoY) และ 2.4 หมื่นล้านบาท (-2% YoY) ตามลำดับ ประเมิน Sensitivity ราคาน้ำมันทุก 1 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ที่เปลี่ยนแปลงจากสมมติฐานหลัก จะส่งผลต่อกำไร 840 ล้านบาท ราคาเหมาะสม 2.3 บาท

 

สำหรับผลประกอบการระยะสั้น มองโมเมนตัมกำไรปี 2563 ผ่านจุดที่ดีที่สุดของปีในไตรมาส 1/63 ไปแล้ว (กำไร ไตรมาส 1/63 คิดเป็น 35% ของทั้งปี) เนื่องจากสัญญาราคาก๊าซมี Lag-time 6-12 เดือนยังไม่ได้ปรับลดลงตามราคาน้ำมันช่วงต้นปี ทำให้กำไรช่วงที่เหลือของปีจะถูกกดดันจากราคาก๊าซที่ลดลง (70% ของปริมาณขาย) และปริมาณขายก๊าซที่ถูกกดดันจากการทดแทนด้วย LNG ที่ล้นตลาด ทำให้ผู้ใช้ก๊าซหันไปนำเข้า LNG แทนก๊าซในอ่าวไทย

 

SCC ลุ้นไตรมาส 2 ผลงานโตเด่น

 

สำนักวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ระบุว่า ขณะนี้แนะนำให้ “ซื้อ” โดยปรับมูลค่าที่เหมาะสมของ SCC ขึ้นเป็น 426 บาท จากอัตรากำไรของธุรกิจเคมีที่ดีขึ้น ในขณะที่ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ และวัสดุก่อสร้างมีผลประกอบการที่ดีขึ้นต่อเนื่อง ทำให้เราคาดว่าผลประกอบการไตรมาส 2/63 จะมีการเติบโตที่สูง ทำให้ปรับประมาณการปี 63-65 ขึ้นปีละ 1-2% ดังนั้นประเมินว่าปี 63 จะมีกำไรสุทธิ 27,895 ล้านบาท ลดลงจากปี 62 ที่มีกำไรสุทธิ 32,014 ล้านบาท

 

PTT ไตรมาส 2 ฟื้น

             

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า แนวโน้มไตรมาส 2/63 คาดผลการดำเนินงานฟื้นตัวจากไตรมาส 1/63 แต่ยังไม่โดดเด่นเนื่องจากการฟื้นตัวส่วนใหญ่มาจากธุรกิจโรงกลั่น และปิโตรเคมีของบริษัทลูก ขณะที่ธุรกิจก๊าซที่ PTT ดำเนินงานเองจะยังอ่อนแอ กดดันจากความต้องการใช้ก๊าซจากภาคอุตสาหกรรมที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ ราคาขายเฉลี่ยที่ลดลงตามราคาน้ำมัน-ปิโตรเคมีในตลาดโลก ขณะที่ต้นทุนก๊าซยังอยู่ระดับสูง 

 

อย่างไรก็ตาม หากมองข้ามไปช่วงครึ่งหลังปี 63 คาดผลประกอบการของ PTT จะเริ่มน่าสนใจขึ้น เนื่องจาก PTT จะได้ประโยชน์จากราคาขายที่ขยับขึ้นตามราคาน้ำมันในตลาดโลก สวนทางต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่ลดลงจากการปรับสัญญาราคาก๊าซให้สะท้อนภาวะตลาดมากขึ้น (มี Lag-time จากราคาน้ำมัน 6-12 เดือน)

 

ปรับราคาเหมาะสมขึ้นเป็น 40.00 บาท คงคำแนะนำ TRADING จากราคา ณ ปัจจุบันถือว่า Upside gain ไม่จูงใจ และผลประกอบการระยะสั้นยังไม่น่าสนใจ ทั้งนี้มองว่าหุ้นจะ Outperform ช่วงครึ่งหลัง จากทิศทางกำไร และแผน Spin off ธุรกิจค้าปลีก เชิงกลยุทธ์แนะนำหาจังหวะเข้าลงทุนเมื่อหุ้นอ่อนตัวหลังผ่านงบไตรมาส 2/63 โดยประเมินกำไรสุทธิปี 63 ที่ระดับ 64,135 ล้านบาท ลดลงจากปี 62 ที่มีกำไรสุทธิ 92,950.60 ล้านบาท

 

GPSC ครึ่งหลังได้ผลบวกต้นทุนก๊าซลดลง

 

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ได้แนะนำ “ถือ” และให้ราคาเป้าหมาย DCF ปี 2563 ที่ 73.50 บาท คาดว่าผลการดำเนินงานในครึ่งหลัง 63 จะได้อานิสงส์จากต้นทุนก๊าซที่ลดลง โดยคาดปี 63 จะรายงานกำไรสุทธิ 6,475 ล้านบาท เติบโตจากปี 62 ที่มีกำไรสุทธิ 4,060.80 ล้านบาท

 

ในขณะที่การเพิ่มกำลังการผลิตใหม่ (M&A และ Greenfield) เข้ามาในพอร์ตของบริษัทยังต้องใช้เวลาเนื่องจากมีข้อจำกัดในการเดินทางช่วงที่ COVID-19 ระบาด และความล่าช้าของกระบวนการทำ due diligence และขออนุมัติ

 

GULF การเข้าซื้อหุ้น INTUCH ถือเป็นดีลที่ดี

 

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ได้แนะนำ “ซื้อ” GULF ให้ราคาเป้าหมาย  42 บาท โดยประเมินกำไรสุทธิปี 63 คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 4,666 ล้านบาท ลดลงจากปี 62 ที่มีกำไรสุทธิที่ระดับ 4,886.56 ล้านบาท ส่วนประเด็น การเข้าซื้อหุ้นใน INTUCH ถือเป็นดีลที่ดี เนื่องจาก INTUCH ถือเป็นหุ้นปลอดภัยที่มีกำไรที่ค่อนข้างเสถียรและมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่ดี โดยนักวิเคราะห์ INTUCH ของเราคาดว่าเงินปันผลต่อหุ้นจะปรับตัวขึ้นจาก 2.7 บาท ในปี 62 เป็น 2.90 บาทในปี 65 และคาดกำไรเติบโต 2-3% ต่อปี

 

ในด้านของราคาเข้าซื้อเฉลี่ยที่ 52 บาท/หุ้น ต่ำกว่าราคาเหมาะสมของเราที่ 89 บาทและราคาเฉลี่ยเหมาะสมของตลาดที่ 67 บาท บนสมมติฐานสัดส่วนเงินที่ใช้ในดีลนี้มาจากการกู้ 50% (ที่อัตราดอกเบี้ย 2% จากภาวะดอกเบี้ยในปัจจุบันที่อยู่ในระดับต่ำ) จะมีอัพไซด์ต่อประมาณการกำไรของเนส 2-4% (อัตราผลตอบแทนเงินปันผลของ INTUCH อยู่ที่ราว 4-5% มากกว่าต้นทุนทางการเงินของ GULF) แม้จะยังไม่สามารถประเมิน Synergy ได้ชัดเจนในตอนนี้ แต่จากข้อมูลข้างต้นเราเขื่อว่าดีลนี้เป็นดีลที่ดี

 

 

 

Share: