ACG เทรด SET วันแรก ราคาพุ่ง 13.63% มั่นใจผลงานปี 63 มีกำไร พร้อมลุยขยายสาขาต่อ

บริษัท ออโตคอร์ป โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ ACG เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เป็นวันแรกเมื่อวันที่ 27 มิ.ย.62 ระยะเวลาผ่านไปราว 1 ปี ก็ได้ฤกษ์ดีย้ายมาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เป็นวันแรกในวันนี้ (1 ก.ค.63) ทำราคาเปิดการซื้อขายที่ 1.25 บาท เพิ่มขึ้น 13.63% จากราคาปิดของวันก่อนหน้า

 

นายภานุมาศ รังคกูลนุวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออโตคอร์ป โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ ACG เปิดเผยว่า การย้ายมาเข้าซื้อขายใน SET สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการทำกำไรของบริษัทที่เพิ่มขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นให้กับกลุ่มนักลงทุน โดยเฉพาะผู้ลงทุนสถาบัน

 

ทั้งนี้ภาพรวมการดำเนินธุรกิจในครึ่งปีหลัง คาดว่าจะสามารถเดินหน้าได้ตามแผนที่วางไว้ โดยจะเน้นในส่วนของงานบริการซ่อมบำรุง เนื่องจากจะเป็นธุรกิจช่วยสนับสนุนการเติบโตได้อย่างมั่นคงในอนาคต ซึ่งจะเป็นธุรกิจใหม่ “FASTFIT" ให้บริการซ่อมแซมและบำรุงรักษารถยนต์ ทุกยี่ห้อ เพื่อช่วยขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น และด้วยเงินลงทุนที่ต่ำ จึงสามารถกระจายสาขาให้ทั่วภูมิภาคได้รวดเร็ว

 

เบื้องต้นวางแผนจะเปิด 3-5 สาขา ที่จังหวัดภูเก็ตในปี 63 ด้วยเงินลงทุนรวมประมาณ 30-50 ล้าน บาท และบริษัทคาดว่าจะสามารถคืนทุนได้ในระยะเวลาอันสั้น เมื่อเทียบกับโชว์รูมรถยนต์

 

สำหรับข้อดีของ FASTFIT สามารถเข้าถึงลูกค้าได้กว้างมากขึ้น รองรับรถทุกยี่ห้อ มีงบลงทุนไม่มาก รวมทั้งระยะเวลาก่อสร้างก็ยังไม่มากด้วย จึงคาดว่าจะคืนทุนเร็วกว่าโชว์รูมรถยนต์ โดยปัจจุบันบริษัทมีโชว์รูมรถยนต์ในจังหวัดภูเก็ตจำนวน 2 สาขา ซึ่งขณะนี้เกิดการระบาดของ COVID-19 จึงอยู่ระหว่างประเมินว่าจะขยายสาขาที่ 3 ได้ในช่วงไหน แต่ยืนยันว่าจะมีการขยายเพิ่มเป็นแห่งที่ 3 แน่นอน แม้จะล่าช้ากว่าแผนเดิม

 

อย่างไรก็ตามการระบาดของ COVID-19 ทำให้รัฐบาลต้องมีมาตรการล็อกดาวน์ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมีผลกระทบต่อผลการดำเนินงาน ทำให้บริษัทไม่มีรายได้ แต่เชื่อว่าภาพรวมทั้งปี 63 บริษัทยังมีกำไร โดยปัจจุบันสถานการณ์ของอุตสาหกรรมรถยนต์ น่าจะทยอยฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง หลังจากที่ภาครัฐสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19 ได้แล้ว และคาดหวังว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคจะเริ่มกลับมาคึกคักได้อีกครั้งอย่างแน่นอน

 

ขณะที่อัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) สิ้นไตรมาส 1/63 อยู่ที่ 1.2 เท่า ซึ่งไม่ต้องมีการปรับโครงสร้างหนี้แต่อย่างใด ซึ่งภาระหนี้ที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนสต็อกสินค้า แต่ปัจจุบันรถยนต์มีความต้องการเพิ่มขึ้น ส่งผลให้สต็อกรถยนต์ลดลงต่อเนื่อง จึงคาดว่า D/E มีโอกาสปรับตัวลดลงอีก

Share: