“บลจ.กรุงไทย”...เปิดขาย ‘กอง SSF ปกติ’ 7 กองทุน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย

 

“บลจ.กรุงไทย”...มองเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวครึ่งหลังปี20 หลังรัฐออกมาตรการดูแลเศรษฐกิจออกมา พร้อมเปิดขาย ‘กอง SSF ปกติ’ 7 กองทุน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย แนะใช้ประโยชน์สร้างวินัยในการออมให้กับตัวเอง

 

นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัททำการเปิดเสนอขาย ‘กองทุนรวมชนิดเพื่อการออม (SSF)’ 7 กองทุน ให้ผู้ลงทุนสามารถเริ่มลงทุนได้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 20 เป็นต้นไป เพื่อเพิ่มทางเลือกการลงทุนให้ครอบคลุมนโยบายการลงทุนที่หลากหลาย โดยผู้ลงทุนสามารถเลือกผสมผสานจัดพอร์ตการลงทุนได้ตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้และความเหมาะสมของผู้ลงทุน  โดย ‘กอง SSF’ จำนวน 7 กองทุน ประกอบไปด้วย

 

ชวินดา หาญรัตนกูล

 

1) ‘กองทุนเปิดกรุงไทย 70/30 เพื่อการออม (ชนิดเพื่อการออม) (KT70/30S-SSF)’ เป็นกองทุนรวมผสม ที่มีนโยบายลงทุนในหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนใน SET เป็นหลัก โดยมีการบริหารกลยุทธ์แบบ Active Management ซึ่งเป็นทีมงานบริหารเดียวกันกับ ‘กอง KTLF70/30’

2) ‘กองทุนเปิดกรุงไทย พร็อพเพอร์ตี้ แอนด์ อินฟราสตรัคเจอร์ เฟล็กซิเบิ้ล (ชนิดเพื่อการออม) (KT-PIF-SSF)’ เป็นกองทุนรวมผสม ที่มีนโยบายเน้นลงทุนหน่วยลงทุนกองทุนอสังหาริมทรัพย์ และ/หรือหน่วยลงทุนกองทุนโครงสร้างพื้นฐานทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนภายใต้ดังกล่าว กองทุนนี้ลงทุนแบบกระจุกตัวในกลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ หรือ โครงสร้างพื้นฐาน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินจำนวนมาก

3) ‘กองทุนเปิดกรุงไทย ก่อการดี (ชนิดเพื่อการออม) (KTESGS-SSF)’ เป็นกองทุนรวมดัชนี ที่มีนโยบายลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล โดยกองทุนจะพยายามสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนีผลตอบแทนรวม อีเอสจี ไทยพัฒน์ (Thaipat ESG Index (TR))

4) ‘กองทุนเปิดกรุงไทยมั่งคั่ง เพื่อการออม (ชนิดเพื่อการออม) (KTMUNG –SSF)’ เป็นกองทุนรวมหน่วยลงทุนประเภท Fund of Funds ที่มีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวม กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน หรือกองทุน property (กองทุนปลายทาง) ทั้งในและต่างประเทศ ตั้งแต่ 2 กองทุนขึ้นไป โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุนมีดัชนีชี้วัด คือ อัตราผลตอบแทน 9% ต่อปี

5) ‘กองทุนเปิดกรุงไทยมีทรัพย์ (ชนิดเพื่อการออม) (KTMEE-SSF)’ เป็นกองทุนรวมหน่วยลงทุนประเภท Fund of Funds ที่มีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวม กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน หรือกองทุน property (กองทุนปลายทาง) ทั้งในและต่างประเทศ ตั้งแต่ 2 กองทุนขึ้นไป โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุนมีดัชนีชี้วัด คือ อัตราผลตอบแทน 7% ต่อปี

6) ‘กองทุนเปิดกรุงไทยศรีสิริ (ชนิดเพื่อการออม) (KTSRI-SSF)’ เป็นกองทุนรวมหน่วยลงทุนประเภท Fund of Funds ที่มีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวม กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน หรือกองทุน property (กองทุนปลายทาง) ทั้งในและต่างประเทศ ตั้งแต่ 2 กองทุนขึ้นไป โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุนมีดัชนีชี้วัด คือ อัตราผลตอบแทน 5% ต่อปี

7) ‘กองทุนเปิดกรุงไทยสุขใจ (ชนิดเพื่อการออม) (KTSUK-SSF)’ เป็นกองทุนรวมหน่วยลงทุนประเภท Fund of Funds ที่มีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวม กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน หรือกองทุน property (กองทุนปลายทาง) ทั้งในและต่างประเทศ ตั้งแต่ 2 กองทุนขึ้นไป โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุนมีดัชนีชี้วัด คือ อัตราผลตอบแทน 3% ต่อปี

 

“สภาวะตลาดการลงทุนทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศมีแนวโน้มการฟื้นตัวดีที่ขึ้น เนื่องจากหลายประเทศเริ่มควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้มากขึ้นและทยอยคลาย Lock Down อย่างต่อเนื่องในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงเกิดพฤติกรรมแบบใหม่ที่เรียกว่า New Normal ในสังคมโลก ซึ่งบริษัทมองว่าภาครัฐได้มีความพยายามในการออกมาตรการต่างๆ ทั้งนโยบายการเงินและการคลังข้างต้นในการเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ตลาดการเงิน ทำให้สถานการณ์ได้รับการบรรเทาในปลายไตรมาสที่2 ของปี 2020 ซึ่งทำให้เศรษฐกิจในประเทศต่างๆ น่าจะค่อยๆ ฟื้นตัวได้ในครึ่งหลังของปี 2020”

 

นางชวินดา ยังกล่าวอีกว่า ในส่วนของประเทศไทยก็เป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดโลก ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ทำการลดดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ระดับ 0.5% และได้มี พ.ร.ก.จัดตั้งกองทุน BSF วงเงิน 400,000 ล้านบาท พร้อมกันนั้น รัฐบาลจะทำการกู้เงินเพื่อบรรเทาสถานการณ์และฟื้นฟูเศรษฐกิจวงเงิน 1.5 ล้านล้านบาท  นับเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจและตลาดการลงทุนโดยรวม อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอาจต้องใช้เวลา รวมถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่คาดว่าจะค่อยๆ ดีขึ้นไปตามลำดับ

“ทั้งนี้ การลงทุนใน ‘กองทุนรวมชนิดเพื่อการออม (SSF)’ ถือเป็นการสร้างวินัยการลงทุนและช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนในระยะยาว อีกทั้งยังสามารถได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีในการนำมูลค่าซื้อหน่วยลงทุนในหน่วยลงทุนชนิดเพื่อการออม (SSF) ไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมินและไม่เกิน 200,000 บาท ภายใต้เงื่อนไขว่าเมื่อรวมกับกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ ประกันบำนาญ และกองทุนเพื่อการเกษียณอายุอื่น ๆ แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท ตามเงื่อนไขและวิธีการที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดอีกด้วย”

 

Share: