“5 บลจ.ลูกแบงก์”...ครองส่วนแบ่งการตลาด ‘กอง SSFX’ กว่า 86%

 ปิดฉากไปเรียบร้อยสำหรับ “กองทุนรวมเพื่อการออมพิเศษ (SSF Extra : SSFX)” ที่เปิดขายตั้งแต่ 1 เม.ย. – 30 มิ.ย. 20 ที่ผ่านมา


ตัวเลขเม็ดเงินลงทุนช่วง 3 เดือน ไม่ถึง ‘หมื่นล้านบาท’ อยู่ที่ 8,885 ล้านบาท เท่านั้น หักปากกาเซียนโบรกเกอร์ต่างๆ กันยกแผง แม้แต่ค่ายที่มองไว้น้อยสุดก็ยังให้ตัวเลขไว้เกิน ‘หมื่นล้านบาท’


‘กอง SSFX’ นี่เฉพาะกิจ เปิดขึ้นครั้งเดียวแล้วก็อยู่ยาวๆ ไป ผลกระทบต่อ ‘ตลาดหุ้นไทย’ เอง หากนับช่วงที่มีการเสนอขายตั้งแต่ช่วง 15 เม.ย. – 30 มิ.ย. 20 SET Index ปรับตัวขึ้นมา 8.33%


วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีบทสรุปที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ‘กอง SSFX’ จากทาง Morningstar” มาฝากกัน

 

 

“กอง SSFX” เงินลงทุน ‘มาตามนัดเดือนมิ.ย.’ ตามคาด-โชว์เม็ดเงิรวม 8,885 ล้านบาท

พฤติกรรมการลงทุนในกลุ่ม ‘กองทุนประหยัดภาษี’ ของนักลงทุนไทยยังคงไม่เปลี่ยนแปลง มีลักษณะเป็นฤดูกาลและจะเข้าลงทุนมากสุดในช่วงเดือนสุดท้ายของการใช้สิทธินั่นเอง


จากข้อมูลของ บจ.มอร์นิ่งสตาร์รีเสิร์ช (ประเทศไทย)” ระบุว่า กอง SSFX’ ค่อนข้างได้รับความสนใจในช่วงแรกของการเปิดขาย ในขณะที่ช่วงปลายเดือนเม.ย.-พ.ค. มีเม็ดเงินไหลเข้าค่อนข้างจำกัด โดยมีเงินไหลเข้าสุทธิ 1,495.9 ล้านบาท และ 934.5 ล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งอาจเกิดจากภาวะตลาดผันผวน หรือผู้ลงทุนบางส่วนอาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาดที่กระทบต่อภาวะเศรษฐกิจ เมื่อเข้าสู่เดือนมิ.ย.ที่เป็น ‘เดือนสุดท้าย’ ของการลงทุนใน ‘กอง SSFX’ จะเห็นได้ว่าเริ่มมีเม็ดเงินไหลเข้าลงทุนใน ‘กอง SSFX’ มากขึ้นรายวัน โดยเฉพาะใน ‘ช่วง 4 วันสุดท้าย’ ที่มีเงินไหลเข้าวันละ 600-2,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นลักษณะคล้ายกับ “กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)” ที่มักมีเงินไหลเข้ากระจุกตัวในช่วงท้ายของปีนั่นเอง

 

 

“ณ สิ้นเดือนมิ.ย. มี ‘กอง SSFX’ รวม 20 กองทุน จากบลจ. 15 แห่ง ที่มีทั้งรูปแบบกองทุนตราสารทุนและกองทุนผสม (เน้นลงทุนในหุ้นไทย) มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวมทั้งสิ้น 8,885 ล้านบาท


โดยบลจ.ที่มีส่วนแบ่งการตลาดมากสุด 5 อันดับแรกเป็น ‘บลจ.ลูกแบงก์’ มีส่วนแบ่งรวมกันประมาณ 86% ของมูลค่า ‘กอง SSFX’ ทั้งหมด นำมาโดย


  1. “บลจ.ไทยพาณิชย์” มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวมสูงสุดที่ 2,325 ล้านบาท ส่วนแบ่ง 17%
  2. “บลจ.บัวหลวง” มีสินทรัพย์สุทธิ 1,975 ล้านบาท มีส่วนแบ่ง 23%
  3. “บลจ.กสิกรไทย” มีสินทรัพย์สุทธิ 1,690 ล้านบาท มีส่วนแบ่ง 02%
  4. “บลจ.กรุงศรี” มีสินทรัพย์สุทธิ 1,129 ล้านบาท มีส่วนแบ่ง 71%
  5. “บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย)” มีสินทรัพย์สุทธิ 497 ล้านบาท มีส่วนแบ่ง 59%



“โดย กอง K Super Star Savings Fund Extra’ ของ ‘บลจ.กสิกรไทย’ เป็นกองทุน SSFX ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน”

 

 

ผลกระทบต่อ “ตลาดหุ้นไทย”...ไม่มากอย่างที่คิด

แม้ ‘กอง SSFX’ จะเปิดให้ขายได้ตั้งแต่ 1 เม.ย. – 30 มิ.ย. 20 เป็นเวลา 3 เดือนก็ตาม แต่มีการจัดตั้งกองและทยอยขายจริงประมาณกลางเดือนเม.ย. เป็นต้นมา ดัชนี SET Index วันที่ 15 เม.ย.  อยู่ที่ 1,236.10 จุด นับถึงสิ้นเดือนมิ.ย. ที่ระดับ 1,339.03 จุด ปรับตัวขึ้นมา 8.33%


อย่างไรก็ตาม หากมองเม็ดเงินที่ไหลเข้า ‘กอง SSFX’ ส่วนใหญ่ ที่อยู่ในเดือนมิ.ย. 20 คิดเป็นสัดส่วนกว่า 72.65% แล้ว กลับพบว่า SET Index ในเดือนมิ.ย.กลับปรับลดลงเล็กน้อย -0.28% จากระดับ 1,342.85 จุด เมื่อสินเดือนพ.ค. ดังนั้นในแง่ของผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยเองอาจไม่ได้มากมายอย่างที่คาดกันไว้สักเท่าไรนัก

 

 

“ปัจจุบัน ‘กอง SSFX’ บางกอง ของบางบลจ. ได้เปลี่ยนมาเป็น ‘กอง SSF-ปกติ’ แล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 20 เป็นต้นไป ก็สามารถสอบถามกับทางบลจ.ที่คุณลงทุนอยู่ได้”


ที่สำคัญแม้ว่า ‘กอง SSFX’ ได้หมดช่วงของการลงทุนเพื่อประหยัดภาษีแล้วก็ตาม แต่ยังมี “กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF)” ที่เปิดให้ลงทุนได้อยู่ ซึ่งจะมีกองทุนที่มีความหลากหลาย ทั้งลงทุนในตราสารหนี้ ตราสารทุน และอื่น ๆ ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งต่อจากนี้ไปจะมี ‘กอง SSF’ เปิดใหม่ให้นักลงทุนได้เลือกพิจารณาลงทุนได้มากขึ้น ตามความเหมาะสมกับแผนการลงทุนระยะยาวพร้อมกับได้ลดหย่อนภาษี ทั้งนี้นักลงทุนควรทำความเข้าใจนโยบายกองทุน เงื่อนไขการลงทุนตามสิทธิ์ก่อนการลงทุนทุกครั้งเพื่อประโยชน์สูงสุดของนักลงทุนเอง


บทสรุปของ ‘กอง SSFX’ ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ถือว่าปิดฉากได้ไม่สวยนัก ในแง่ของตัวเลขเม็ดเงินถือว่าต่ำกว่าคาดไปมาก คงต้องตามลุ้นดู ‘กอง SSF’ กันอีกครั้งว่าจะตีโจทย์จับกลุ่มนักลงทุนวัยเริ่มต้นทำงานฐานภาษีระดับ ‘กลาง-ล่าง’ ได้ตามที่คาดหวังกันไว้หรือไม่

 

Share: