เราจำเป็นต้องมี “ประกันโรคร้ายแรง” หรือไม่??

 

โรคร้ายแรงคือ โรคที่สามารถสร้างความเจ็บปวดหรือทรมานอย่างรุนแรง และมีโอกาสทำให้เราเสียชีวิตได้มากกว่าโรคปกติ โดยส่วนใหญ่จะเป็นเรื้อรัง ต้องมีการรักษาที่ซับซ้อนและยาวนาน นั่นหมายความว่า ค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการรักษาก็สูงตามไปด้วย โดยโรคร้ายแรงที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากที่สุดของคนไทย จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุขคือ โรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรควัณโรค ตามลำดับ

 

หลายคนเมื่อพูดถึงการทำ ‘ประกันสุขภาพ’ จะนึกถึงประกัน ที่เป็นค่าห้อง ค่ารักษาพยาบาล ค่าผ่าตัด เป็นต้น แต่เนื่องจากค่ารักษาเหล่านั้น อาจมีวงเงินจำกัดต่อครั้งหรือต่อปี ทำให้ไม่เพียงพอในการรักษาโรคร้ายแรง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง และหากเกิดขึ้นแล้ว จะกระทบต่อสถานะทางการเงินที่ค่อนข้างมาก บริษัทประกันจึงมีประกันโรคร้ายแรงโดยเฉพาะเกิดขึ้น

 

ซึ่งการพิจารณาว่า เรามีความจำเป็นต้องมีประกันโรคร้ายแรงหรือไม่นั้น อาจเลือกพิจารณาจาก

 

  • ปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพของตนเองและครอบครัว มีประวัติบุคคลในครอบครัว ซึ่งเป็นโรคร้ายแรงที่อาจถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ (เช่น มะเร็ง ความดันโลหิตสูง เบาหวาน เป็นต้น) หรือไม่ แล้วเราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ทำงาน หรือที่อยู่อาศัย ที่มีมลพิษ หรือมีความเสี่ยงที่กระทบต่อสุขภาพมากน้อยเพียงใด รวมถึงเรามีพฤติกรรมการใช้ชีวิต การกิน ความเครียด ซึ่งอาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโรคร้ายแรงต่างๆ สูงกว่าปกติหรือไม่
  • ตรวจสอบสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล ทั้งของบริษัท สิทธิ์ของรัฐบาล หรือประกันสุขภาพที่มีอยู่ ว่าให้ความคุ้มครองด้านใดบ้าง และมีวงเงินค่ารักษาอยู่ที่เท่าไหร่ เมื่อเปรียบเทียบกับค่ารักษาพยาบาลสำหรับโรคร้ายแรงที่เราอาจอยู่ในกลุ่มเสี่ยง หรือมีโอกาสจะเป็นค่อนข้างสูง เรายังขาดความคุ้มครองอยู่ที่ประมาณเท่าไหร่
  • เรามีบุคคลที่อยู่ในอุปการะของเราหรือไม่ เพราะหากเกิดโรคร้ายแรงกับตัวเรา หรือบุคคลในครอบครัว นอกจากมีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูง และส่วนใหญ่ต้องใช้ระยะเวลาในการรักษาที่นานแล้ว อาจต้องอาศัยบุคคลในครอบครัวมาคอยดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ซึ่งอาจจะกระทบต่อหน้าที่การงาน หรือความสามารถในการหารายได้ ของทั้งผู้ป่วย และบุคคลที่คอยดูแลอีกด้วย

             

หากพิจารณาจากปัจจัยด้านต่างๆ แล้วพบว่า เรามีความเสี่ยงด้านโรคร้ายแรงค่อนข้างสูง และสวัสดิการที่มีอยู่ยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ รวมถึงหากเกิดโรคร้ายแรงแล้วจะส่งผลกระทบต่อ หน้าที่การงาน สถานะการเงิน และความเป็นอยู่ของตัวเราและครอบครัวค่อนข้างมาก ก็ควรเลือกบริหารความเสี่ยงด้านนี้ ด้วยการทำ “ประกันโรคร้ายแรง” เพื่อช่วยอุดรอยรั่วทางการเงินได้ในทางหนึ่ง โดยต้องประเมินถึงความสามารถในการชำระเบี้ยประกันได้อย่างต่อเนื่อง และวางแผนควบคู่ไปกับแผนการเงินที่สำคัญด้านอื่นๆ ด้วย

 

โดยประกันโรคร้ายแรง จะมีหลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับแบบประกันและบริษัทประกัน ยกตัวอย่างเช่น

 

  • ประกัน A เบี้ยประกันแบบคงที่ ชำระเบี้ย 10-20ปี คุ้มครองถึงอายุ 99ปี หากตรวจพบโรคมะเร็งระยะลุกลาม ตามเงื่อนไขที่กำหนด บริษัทจ่ายเงินตามทุนประกัน และสัญญาสิ้นสุดลงทันที

  • ประกัน B เบี้ยประกันเริ่มต้นถูก แต่ปรับเพิ่มตามอายุ จ่ายเบี้ยประกันไปเรื่อยๆ ตราบเท่าที่ต้องการความคุ้มครอง (และสัญญาหลักมีผลบังคับ) หากตรวจพบโรคมะเร็งระยะลุกลาม ตามเงื่อนไขที่กำหนด บริษัทจ่ายเงินตามทุนประกัน และสัญญาสิ้นสุดลงทันที

  • ประกัน C เบี้ยประกันเริ่มต้นถูก แต่ปรับเพิ่มตามอายุ จ่ายเบี้ยประกันไปเรื่อยๆ ตราบเท่าที่ต้องการความคุ้มครอง (และสัญญาหลักมีผลบังคับ) หากตรวจพบโรคมะเร็งระยะลุกลาม บริษัทจ่ายค่าชดเชยรายวัน ตามจำนวนวันที่เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล รวมถึงจ่ายทุนประกันชีวิตให้ทายาท กรณีเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง เป็นต้น

 

ดังนั้นแล้ว ในมุมมองของการบริหารความเสี่ยง สำหรับการวางแผนการเงินส่วนบุคคล นอกจากการวางแผนด้านประกันชีวิต และประกันสุขภาพสำหรับการรักษาโรคทั่วไปแล้ว  “การวางแผนความคุ้มครองโรคร้ายแรง” ก็ถือเป็นหนึ่งในส่วนที่สำคัญ เพราะไม่มีใครสามารถทราบได้ล่วงหน้าว่าจะเจ็บป่วยเมื่อไหร่ และหากเจ็บป่วยรุนแรง มีค่าใช้จ่ายที่สูงตามมาแล้ว ต้องใช้เวลาในการรักษาไปอีกนานแค่ไหน…  การวางแผนและเตรียมพร้อมรับมือไว้ล่วงหน้า ย่อมส่งผลดีกว่าเสมอ

 

Share: