เปิด 4 สิ่ง ที่ GULF จะได้รับ… หลังเข้าซื้อพลังงานลมทะเลในเยอรมนี เกือบ 2 หมื่นล้าน!

บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เป็นหนึ่งในหุ้น ที่นักลงทุนให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง จากการเข้าลงทุนที่มีความหลากหลายทั้งในหลายธุรกิจ และ GULF ถูกจับตามองมากขึ้นไปอีก เมื่อตัดสินใจเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของ Borkum Riffgrund 2 Investor Holding GmbH, Frankfurt am Main, Germany) หรือ “BKR2 Holding” ซึ่งถือหุ้นในสัดส่วน 50% ในโครงการ Borkum Riffgrund 2 Offshore Wind Farm GmbH & Co. oHG ด้วยมูลค่าการลงทุนประมาณ 548-558 ล้านยูโร หรือประมาณ 19,219-19,570 ล้านบาท


มาดูกันว่าดีลนี้มีความน่าสนใจอย่างไร และผลประโยชน์ที่ GULF จะได้รับจากการเข้าลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานลมทะเลในเยอรมนี มีอะไรบ้าง?


น.ส.ยุพาพิน วังวิวัฒน์ กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ส่งหนังสือแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ในวันนี้ (7 ก.ค.63) ว่า Gulf International Holding Pte. Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ GULF ทำสัญญาซื้อขายหุ้นกับกลุ่ม Global Infrastructure Partners เพื่อซื้อหุ้นทั้งหมดของ Borkum Riffgrund 2 Investor Holding GmbH, Frankfurt am Main, Germany) หรือ “BKR2 Holding” ซึ่งถือหุ้นในสัดส่วน 50% ในโครงการ Borkum Riffgrund 2 Offshore Wind Farm GmbH & Co. oHG หรือ “โครงการ BKR2” ด้วยมูลค่าการลงทุนประมาณ 548-558 ล้านยูโร หรือประมาณ 19,219-19,570 ล้านบาท โดยส่วนที่เหลืออีก 50% ถือหุ้นโดยบริษัทในกลุ่ม Ørsted A/S โดยสัญญามีผลใช้บังคับในวันที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา

 

 

ร่วมทำโครงการกับกลุ่ม Ørsted ยักษ์ใหญ่พลังงานลมทะเล

สำหรับการใช้เม็ดเงินลงทุน 19,219-19,570 ล้านบาท เพื่อซื้อหุ้น BKR2 Holding ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงามลมทะเล เนื่องจาก BKR2 Holding มีผู้ร่วมทุนอย่าง “กลุ่ม Ørsted” บริษัทที่มีความชำนาญด้านพลังงานลมทะเล โดยมีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในทะเลติดตั้งทั่วโลกรวม 6.8 กิกะวัตต์ และอีก 3.1 กิกะวัตต์ ที่จะสร้างเสร็จภายในปี 2565 ในหลายประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร เยอรมนี เดนมาร์ก สหรัฐอเมริกา เป็นต้น นอกจากนี้ Ørsted ยังมีประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจดังกล่าวกว่า 25 ปี

 

 

โครงการ BKR2 น่าสนใจอย่างไร?

โครงการ BKR2 เป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในทะเล (Offshore Wind Farm) ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 464.8 เมกะวัตต์ (ขนาดกำลังการผลิตส่งออก 450.0 เมกะวัตต์) ตั้งอยู่ในทะเลเหนือ (North Sea) ทางตะวันตกเฉียงเหนือ ของประเทศเยอรมนี ซึ่งโครงการดังกล่าวได้เริ่มเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ ตั้งแต่เดือนเม.ย.2562โดยมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) และสัญญาบำรุงรักษากับกลุ่มบริษัท Ørsted เป็นระยะเวลา 20 ปีจากวันที่เปิดดำเนินการ


นอกจากนี้โครงการ BKR2 ยังมีอัตรารับซื้อไฟฟ้าแบบ feed-in tariff (FiT) ที่รับประกันโดยรัฐบาลประเทศเยอรมนี เป็นระยะเวลา 9.5 ปี หลังจากเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ และจะได้รับค่าไฟฟ้าตาม merchant price โดยมีการรับประกันราคาขั้นต่ำ สำหรับปีที่ 9.5 – 20 จึงส่งผลให้โครงการดังกล่าวมีเสถียรภาพทางรายได้ในระยะยาว

 

 

เปิด 4 ข้อดีจากการลงทุน “โครงการ BKR2”

การเข้าลงทุนในครั้งนี้ถือเป็นผลดีกับหุ้น GULF ที่ปัจจุบันมีเม็ดเงินจำนวนมาก และพร้อมที่จะเข้าลงทุนต่างๆทั้งโครงการในไทยและทั่วลก โดย 4 ผลดีที่จะได้รับจากการลงทุนครั้งนี้ คือ

  1. สอดคล้องกับแผนการดำเนินงานของ GULF ที่ต้องการขยายธุรกิจ “พลังงานหมุนเวียน” ในต่างประเทศ

  2. เนื่องจากเป็นโครงการที่เปิดดำเนินการแล้ว บริษัทฯ สามารถรับรู้รายได้และกำไรได้ทันที ทำให้ฐานรายได้และกำไรของบริษัทฯ เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

  3. กลุ่มบริษัท Ørsted เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานลมทะเลในต่างประเทศ ดังนั้นการร่วมมือทำโครงการในครั้งนี้ เป็นการยกระดับความน่าเชื่อถือและเพิ่มโอกาสในการแข่งขันทางธุรกิจในระดับสากล

  4. บริษัทฯ จะได้หลักประกันที่มั่นคงในด้านผลตอบแทนระยะยาว ตามนโยบายสนับสนุนธุรกิจพลังงานหมุนเวียน ของรัฐบาลเยอรมนี

 


อย่างไรก็ตามการเข้าซื้อหุ้นในครั้งนี้ GULF ใช้เงินกู้ยืมระยะสั้น (Bridge Loan) จากสถาบันการเงินในประเทศที่เป็นสกุลเงินบาท โดยบริษัทฯ จะจัดหาเงินทุนระยะยาวเพื่อนำมาชำระคืนเงินกู้ยืมระยะสั้นดังกล่าวในภายหลัง เช่นการออกหุ้นกู้ เงินกู้ยืมระยะยาวจากสถาบันการเงิน ทั้งนี้บริษัทฯ จะเข้าทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงทั้งทางด้านอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ย ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม


ทั้งนี้นอกจากการเข้าลงทุนโครงการ BKR2 ในเยอรมนีแล้ว ไม่กี่วันก่อนหน้า GULF เพิ่งลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้น “โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมบนบก” รวม 2 โครงการ ขนาดกำลังการผลิตตามสัญญารวม 100 เมกะวัตต์ที่ประเทศเวียดนาม ซึ่งจะผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่การไฟฟ้าเวียดนาม (Vietnam Electricity: EVN) เป็นระยะเวลา 20 ปี โดยมีมูลค่าโครงการรวมประมาณ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้บริษัทฯ คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างโครงการภายในปี 2564 และเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ประมาณไตรมาส 4 ปี 2565


เพราะฉะนั้นก้าวสำคัญหลังจากนี้ คงต้องจับตาว่า GULF จะลงทุนอะไรเพิ่มหรือไม่ เพราะปัจจุบันหลายๆ โครงการของ GULF ก็มีความคืบหน้าไปมาก เช่น โครงการก๊าซธรรมชาติ Gulf SRC (ประเทศไทย) ขนาดกำลังการผลิต 2,650 เมกะวัตต์ จะเปิดดำเนินการ 2564 – 2565 ปัจจุบันอยู่ระหว่างก่อสร้าง คืบหน้าแล้ว 59.9% โครงการ Gulf PD (ประเทศไทย) ขนาดกำลังการผลิต 2,650 เมกะวัตต์ กำหนดเปิดดำเนินการ 2566 – 2567 อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมในการก่อสร้าง และคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างใน ไตรมาส 3/2563 โครงการโรงไฟฟ้าหินกอง (ประเทศไทย) กำลังการผลิตติดตั้ง 1,400 เมกะวัตต์ กำหนดเปิดดำเนินการ 2567 – 2568 คาดว่าจะได้รับอนุมัติ EIA ภายในปี 2563 และจะเริ่มก่อสร้างได้ภายในปี 2564 โครงการโรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์ (ประเทศไทย) กำลังการผลิตติดตั้ง 540 เมกะวัตต์ กำหนดเปิดดำเนินการ 2570 คาดว่าจะได้รับอนุมัติ EIA ภายในปีนี้ และน่าจะเริ่มก่อสร้างได้ภายในปี 2567 เป็นต้น

Share: