FETCO มองดัชนีสิ้นปี 63 ที่ 1400-1450 จุด เผยดัชนีนักลงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้น ร้อนแรง

Highlight

  • แนะจับตาเศรษฐกิจจะขยายตัวมากแค่ไหน

  • หมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือ  FOOD

 

 

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ต้องรอดูว่าการคลายล็อกดาวน์เศรษฐกิจจะกลับมาขยายตัวได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งทุกคนเห็นแล้วว่าปัจจุบันมีการคลายล็อกดาวน์แต่กิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่กลับมา 100% อย่างที่เคยเห็น โดยปัจจุบันยังไม่รู้เลยว่าจะกลับมา 50% หรือไม่


ทั้งนี้มองว่าปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดในขณะนี้ คือ สภาวะเศรษฐกิจ ที่จะมีการเติบโตได้มากน้อยแค่ไหน โดยoutlook ของเศรษฐกิจนั้น ขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่จะเกิดขึ้น รวมทั้งมาตรการการ 4 แสนล้านบาทของภาครัฐที่จะมีการจ้างงานได้มากน้อยแค่ไหน


ส่วนทิศทาง Fund Flow หากเข้าไปดูในแง่เม็ดเงินที่เข้ามาในตลาดหุ้นไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด โดยเงินเข้าไปอยู่ใน มันนี่มาร์เก็ต ฟันด์ ค่อนข้างมาก ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งในประเทศไทยเพิ่มมา 50% แล้ว ดังนั้น Fund Flow ในไตรมาส 3/63 ไม่คิดว่าจะไหลเข้ามาร้อนแรง โดย Fund Flow ในประเทศไทยเข้ามาไม่เคยเป็นบวกมา 6 ปีแล้ว ซึ่งปัจจุบันยังไม่เห็นสัญญานที่จะเข้ามา


ดังนั้นไตรมาส 3/63 จึงมองว่ายังเร็วเกินไป เพราะมีปัจจัยหลายอย่างที่นักลงทุนยังไม่มีความมั่นใจ ขณะที่ไตรมาส 4/63 อาจจะเป็นการกลับเข้ามาแต่ก็ไม่ได้คาดหวังมาก โดยคิดว่าเม็ดเงินในประเทศที่ไปหลบภัยอยู่ในกองทุนต่างๆ จะกลับเข้ามา จึงประเมินว่า set index สิ้นปี 63 คาดจะอยู่ในกรอบ 1,400-1,450 จุด

 

 

ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน +4%

ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ประจำเดือนกรกฎาคม 63 โดยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้าเพิ่มขึ้น 4% อยู่ในเกณฑ์ทรงตัวเหมือนเดือนก่อน นักลงทุนคาดหวังการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศเป็นปัจจัยหนุนมากที่สุด รองลงมาคือนโยบายภาครัฐ และการไหลเข้าออกของเงินทุน อย่างไรก็ตาม ความกังวลต่อผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 2/63 เป็นปัจจัยฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด รองลงมาคือการไหลเข้าออกของเงินทุน และนโยบายทางการเงินจากธนาคารกลางสหรัฐฯ รวมถึงยังคงกังวลกับการระบาดรอบสองของ COVID-19”


ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) สำรวจในเดือนมิถุนายน 2563 ได้ผลสำรวจโดยสรุป ดังนี้

  • ดัชนีความเชื่อมั่นรวมทุกกลุ่มนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า (กันยายน 2563) อยู่ในเกณฑ์ “ทรงตัว” (ช่วงค่าดัชนี 80 - 119) โดยเพิ่มขึ้น 4% มาอยู่ที่ระดับ19

  • นักลงทุนต่างชาติปรับขึ้นมาอยู่ในระดับ “ร้อนแรง” ที่ 125.00 ในขณะที่กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ปรับขึ้นมาอยู่ในระดับ “ทรงตัว” ที่ 100.00 สถาบันในประเทศปรับลดลงเล็กน้อยแต่ยังอยู่ในระดับ “ทรงตัว” ที่ 100.00 กลุ่มนักลงทุนบุคคลปรับตัวลงอยู่ในระดับ “ซบเซา” ที่ 71.79

  • หมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือหมวดอาหารและเครื่องดื่ม (FOOD)

  • หมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือหมวดธนาคาร (BANK)

  • ปัจจัยหนุนที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ การเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศ

  • ปัจจัยฉุดที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน

 

 

ความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ “ร้อนแรง”

“ผลสำรวจ ณ เดือนมิถุนายน 2563 รายกลุ่มนักลงทุน พบว่า ความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติปรับขึ้นมาอยู่ในระดับ “ร้อนแรง” ในขณะที่กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์และสถาบันในประเทศอยู่ในระดับ “ทรงตัว” ยกเว้นกลุ่มนักลงทุนบุคคลที่ปรับตัวลงอยู่ในระดับ “ซบเซา”


ในช่วงเดือนมิถุนายน 2563 SET Index ปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากเดือนพฤษภาคม โดยช่วงครึ่งเดือนแรกดัชนีเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1,341.99—1,438.66 จุด หลังจากได้รับแนวโน้มการผ่อนคลาย Lockdown ระยะที่สี่ รวมถึงครม. เห็นชอบมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว วงเงินรวม 22,400 ล้านบาท จากนั้นดัชนีปรับตัวลงเล็กน้อยหลังจากกธนาคารแห่งประเทศไทย ปรับลดการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2563 ติดลบ 8.1% และประกาศให้ธนาคารพาณิชย์งดจ่ายดเงินปันผลระหว่างกาล อีกทั้งธนาคารกลางสหรัฐประกาศห้ามธนาคารจ่ายเงินปันผล โดย ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2563 SET index ปิดที่ 1,339.03


นักลงทุนคาดหวังการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศเป็นปัจจัยหนุนมากที่สุด รองลงมาคือนโยบายภาครัฐ และการไหลเข้าออกของเงินทุน อย่างไรก็ตาม ความกังวลต่อผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไตรมาสสองเป็นปัจจัยฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด รองลงมาคือการไหลเข้าออกของเงินทุน และนโยบายทางการเงินจากธนาคารกลางสหรัฐฯ รวมถึงยังคงกังวลกับการระบาดรอบสองของ COVID-19


สำหรับปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งระหว่างประเทศต่าง ๆ อาทิ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ความขัดแย้งบริเวณชายแดนจีน-อินเดีย การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ในส่วนของปัจจัยในประเทศที่น่าติดตามได้แก่ ผลกระทบของโควิดต่อเศรษฐกิจ การผ่อนคลายการลอคดาวน์ และมาตรการสนับสนุน ต่าง ๆ  ทั้งมาตรการด้านการคลัง มาตรการด้านสินเชื่อ และมาตรการด้านการเงิน

Share: