“บลจ.กสิกรไทย”...ส่ง ‘Term Fund Plus’ ลุยตราสารหนี้ต่างประเทศ IPO 7 – 10 ก.ค. 20 นี้

บลจ.กสิกรไทย”...เปิดตัว ‘กอง Term Fund Plus’ เป็นทางเลือกให้กับผู้ลงทุนที่ต้องการโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีขึ้น ภายใต้ความเสี่ยงที่ต่ำ โดยเน้นกระจายลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพดีทั่วโลกโดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย เสนอขายครั้งแรก (IPO) ในระหว่างวันที่ 7-10 ก.ค.นี้


นายนาวิน อินทรสมบัติ Chief Investment Officer บลจ.กสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การลงทุนในปัจจุบันที่ตลาดยังคงมีความผันผวนสูง ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายยังอยู่ในระดับต่ำ ในขณะที่ผู้ลงทุนยังคงต้องการกองทุนรวมที่ตอบโจทย์ในภาวะตลาดเช่นนี้ ภายใต้ความเสี่ยงที่ต่ำ บริษัทจึงได้เสนอขาย ‘กองทุน Term Fund Plus’ ซึ่งเป็นกองทุนตราสารหนี้แบบกำหนดอายุโครงการที่มีความพิเศษกว่ากองทุน Term Fund ทั่วไป ทั้งในแง่ตราสารที่ลงทุนและโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีขึ้น โดยจะลงทุนผ่านกองทุนหลักต่างประเทศที่บริหารจัดการโดย ‘Invesco Hong Kong Limited’ บลจ.ชั้นนำระดับโลกที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนในตราสารหนี้

 

(นาวิน อินทรสมบัติ)

 

“ทั้งนี้ กองทุนหลักจะกระจายการลงทุนในตราสารหนี้กว่า 80 ตราสารซึ่งมากกว่ากองทุน Term Fund ทั่วไป โดยเน้นลงทุนในตราสารหนี้ที่มีความน่าเชื่อถือระดับที่ลงทุนได้ (Investment Grade) ไม่น้อยกว่า 70% ของพอร์ต รวมถึงลงทุนใน High Yield Bond บางส่วน ผ่านกลยุทธ์ Buy & Maintain ที่มุ่งซื้อและถือครองจนครบอายุตราสาร เพื่อสร้างโอกาสรับผลตอบแทนตามที่ประมาณการไว้ พร้อมติดตามความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ กองทุนไม่ต้องเสียภาษีตราสารหนี้ในอัตรา 15% เนื่องจากเป็นการลงทุนผ่านกองทุนหลักต่างประเทศ”


นายนาวิน กล่าวต่อไปว่า บริษัทเตรียมเปิดเสนอขาย ‘Term Fund Plus’ กองทุนแรกของเดือนกรกฏาคม ภายใต้ชื่อ ‘กองทุนเปิดเค ฟิกซ์เดท เอเชียน บอนด์ 2021A (KAB21A)’ ในระหว่างวันที่ 7-10 ก.ค. 20 โดยลงทุนผ่านกองทุนหลัก ‘Invesco Asian Bond Fixed Maturity Fund 2021 - I, Class C(USD)-Acc’ ที่มีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพดีทั่วโลกโดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียโดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักๆ ได้แก่ 1) อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าภูมิภาคอื่น 2) บริษัทในเอเชียส่วนใหญ่มีปัจจัยพื้นฐานดีขึ้น เนื่องจากมีการกู้ยืมเงินลดลง 3) ระดับราคาตราสารหนี้เอเชียทั้ง Investment Grade และ High Yield Bond ยังมีความน่าสนใจต่อการเข้าลงทุน และ 4) มีอัตราการผิดนัดชำระหนี้ต่ำเพียง 0.48% ทั้งนี้ คาดว่ากองทุนหลักจะเข้าไปลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรม Real Estate, Financial, Consumer Cyclical, Basic Materials และ Government ในสัดส่วน 23.70%, 23.20%, 12.70%, 12.50% และ 8.70% ตามลำดับ โดยผลตอบแทนที่คาดหวังอยู่ที่ 1.6% ต่อปี – 1.8% ต่อปี


“บริษัทมีมุมมองเชิงบวกต่อตราสารหนี้ต่างประเทศโดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการซื้อหุ้นกู้ภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้นจากการ Search for Yield ของผู้ลงทุนในภาวะที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ โดยบริษัทที่ออกหุ้นกู้เอกชนระดับ Investment Grade ในเอเชียส่วนใหญ่เป็นรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีปัจจัยพื้นฐานที่ดี และสามารถรับมือกับความผันผวนของตลาดได้ อย่างไรก็ดี หุ้นกู้เอเชียสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) ยังได้รับประโยชน์โดยตรงจากการที่ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงดำเนินนโยบายแบบผ่อนคลายต่อไป และพร้อมอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงิน โดยระดับราคาหุ้นกู้เอเชียสกุล USD ที่ปรับลดลงทำให้ผลตอบแทนเทียบกับความเสี่ยงดูน่าสนใจยิ่งขึ้น ในขณะที่โอกาสการผิดชำระหนี้ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ”


สำหรับ ‘กอง KAB21A’ เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่สามารถถือครองหน่วยลงทุนเป็นระยะเวลา 1 ปีได้ และมองเห็นโอกาสรับผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศภายใต้ความเสี่ยงที่ต่ำ โดยสามารถเริ่มต้นลงทุนขั้นต่ำ 50,000 บาท

Share: