5 หุ้น SET 100 เด้งแรงสุดใน Q2 จับตาผลงานเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

จบไปแล้วรอบบัญชีไตรมาส 2/63 ที่หลาย ๆ ฝ่ายต่างคาดการณ์ว่าจะเป็นไตรมาสที่ผลประกอบการแย่สุดของปี เพราะการระบาดของ COVID-19 ที่ทำให้นานาประเทศต่างวางมาตรการ lockdown ประเทศ เพื่อป้องกันการติดต่อของไวรัสดังกล่าว ซึ่งก็ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ซบเซาอย่างเห็นได้ชัด จึงเป็นเหตุทำให้หลายๆ ฝ่ายต่างมองว่าผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 2/63 จะชะลอตัว

                    

แต่เมื่อเข้าไปสำรวจความเคลื่อนไหวราคาหุ้นผ่าน setsmart.com ในช่วงไตรมาส 2/63 ของดัชนี SET100 พบว่า 5 อันดับที่มีราคาหุ้นปรับตัวขึ้นสูงในช่วงไตรมาส 2/63 ได้แก่ อันดับ 1 คือ SUPER ที่ทำราคาหุ้นบวกแรงสูงถึง 168.57% ตามด้วยอันดับ 2 คือ STA ที่ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 147.73% ส่วนอันดับ 3 คือ RBF เพิ่มขึ้นประมาณ 128.14% อันดับ 4 คือ DOHOME เพิ่มขึ้น 121.28% และอันดับ 5 คือ PLANB ราคาเพิ่มขึ้น 102.70%

                    

มีรายละเอียดในตารางดังนี้


 

SUPER หุ้นที่ราคาปรับตัวขึ้นสูงสุดใน SET 100 ของไตรมาส 2/63 โดยกำไรมีโอกาสทำนิวไฮไปจนถึงปี 66 สะท้อนจากมุมมองนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า แนวโน้มกำไรปกติในไตรมาส 2/63 คาดอยู่ในระดับ 400-500 ล้านบาท เติบโตจากไตรมาส 1/63 และจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการรับรู้รายได้โรงไฟฟ้าพลังงานขยะ SEE6 และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่เวียดนามอีก 6 โครงการ

 

SUPER มีกำลังการผลิตอีกกว่า 912 MWe ที่เตรียมทยอย COD ภายในปี 2565 ทำให้กำลังการผลิตในมือ ณ สิ้นปี 2565 อยู่ที่ 1,718 MWe หรือคิดเป็น CAGR +28.7% ภายในระยะเวลา 3 ปี

 

โดยคาดคาดกำไรปกติในปี 63 ที่ 1,600 ล้านบาท. (+44.5%YoY) ทำระดับสูงสุดใหม่ แต่กำไรปกติจะเด่นมากในปี 2564 คาดที่ 2,600 ล้านบาท (+59.2%YoY) และจะทำระดับสูงสุดใหม่ไปเรื่อยๆจนถึงปี 2566 ที่ระดับ 2,900 ล้านบาท โดยให้ราคาเหมาะสมปี 63 ที่ 1.47 บาทต่อหุ้น ปัจจุบัน เริ่มต้นคำแนะนำ “ซื้อ”  โดยมี Upside อีก 3 โครงการ รวมขนาดกว่า 184 MWe ที่ยังไม่รวมไว้ในประมาณการ

 

ตามด้วย STA ล่าสุดส่ง SGTG บริษัทย่อยเข้าตลาดหุ้น โดยทำราคาเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นเช่นเดียวกัน มุมมองนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า อาจเห็นแรงเก็งกำไรหุ้น STA เนื่องจากถือหุ้นสัดส่วน 56% ใน STGT ซึ่งทำธุรกิจถุงมือยางที่ได้ประโยชน์จากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ดังนั้นการปรับตัวขึ้นของราคาหุ้น STGT เป็น Sentiment บวกต่อ STA ในลักษณะของหุ้นแม่-ลูก โดยอิงราคา IPO ของ STGT ที่ 34.00 บาท เทียบเท่า NAV ต่อหุ้น STA ที่ 25.11 บาท โดยทุก 5 บาทของ STGT ที่เปลี่ยนแปลงเทียบกับราคา IPO จะส่งผลต่อ NAV ของ STA ราว 2 บาทต่อหุ้น ขณะที่มูลค่าธุรกิจยางธรรมชาติของ STA ประเมินเบื้องต้นอิง PE ที่ 12 เท่าอยู่ที่ราว 11 บาทต่อหุ้น

 

ด้านนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ขณะนี้คาดถึงการเติบโตระดับสูงในไตรมาส 2/63 และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องในครึ่งปีหลัง โดยได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 63 ขึ้น 61.4% ส่วนปี 64 เพิ่มขึ้น 65.6% และปี 65 เพิ่มขึ้นอีก 35% หลังจากบริษัทมีกำไรที่น่าประทับใจในไตรมาส 1/63 ด้วยแรงหนุนจาก GPM และรายได้ที่สูงกว่าคาด

 

โดยคาดว่า STA จะรายงานการเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่งต่อเนื่องในไตรมาส 2/63 และหลังจากนั้นต่อไป และมองว่า GPM จะเติบโตอย่างต่อเนื่องจาก ราคาขาย เฉลี่ยของถุงมือยางที่ปรับสูงขึ้น 3-5% ในเดือน เม.ย. 63 เมื่อเทียบกับเดือนก่อน ส่วนต้นทุนวัตถุดิบสำหรับ การผลิตถุงมือที่ลดลง เช่น น้ำยางข้น และน้ำยางไนไตรล์ และ สภาวะการแข่งขันที่ลดลง จากการที่กลุ่มบริษัทผลิตสินค้ากลางน้ำกำลังเผชิญกับอุปสรรคทางด้านการเงินอยู่หลายรายซึ่งหมายความว่า STA จะสามารถปรับเพิ่มราคาขายและลดต้นทุนวัตถุดิบได้ โดยคาดปี 63 จะมีกำไรสุทธิ 3,130 ล้านบาท  เติบโตจากปี 62 ที่มีผลขาดทุนสุทธิ 148.54  ล้านบาท คงคำแนะนำ “ซื้อ” และปรับเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 32.70 บาท

 

RBF เบื้องหลังของความอร่อย โดยนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า RBF เป็นผู้นำธุรกิจการผลิตและจำหน่ายวัตถุที่ใช้เป็นส่วนผสมในอาหาร (Food Ingredients) ในประเทศไทย ตามคำสั่งซื้อของลูกค้า และภายใต้ตราสินค้าของบริษัท เช่น อังเคิลบาร์นส์, เบสท์ โอเดอร์ และ super-find เป็นต้น

 

ที่สำคัญสินค้าของบริษัทได้ช่วยสร้างเอกลักษณ์ให้กับสินค้าอาหารที่มีความจำเป็นอย่างมากกับแบรนด์สินค้า และมีรสชาติแบบท้องถิ่น จึงเหนือกว่าคู่แข่งในตลาด อีกทั้งมีทีมงานวิจัยและพัฒนา (R&D) เป็นของตนเอง มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 30 ปี นอกจากนี้ได้พยายามค้นคิดสูตรใหม่ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับแบรนด์ของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

 

คาดการณ์ RBF มีอัตราการเติบโตของกำไรที่สดใสในอนาคต คาดว่าค่าเฉลี่ย CAGR ใน 2 ปีข้างหน้าอยู่ในอัตราที่สูงเป็น 30% สืบเนื่องจากยอดขายที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นดีต่อเนื่อง รวมทั้งประสบความสำเร็จในการควบคุมต้นทุนได้เป็นอย่างดีรวมทั้งยังมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง คือเป็นเงินสดสุทธิ (Net Cash Position) และทีมผู้บริหารมีความสามารถและประสบการณ์ที่สูง โครงการในต่างประเทศที่จะเสริมการเติบโตในอนาคตคือ

 

1.โรงงานเกล็ดขนมปังป่นแห่งใหม่ที่ประเทศเวียดนามและอินโดนีเซีย เริ่มได้ในปีนี้หรือปี 63 2.การสั่งซื้อเครื่องจักรใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และ 3.โรงงานแห่งใหม่ที่เมือง Surabaya ประเทศอินโดนีเซีย จึงแนะนำซื้อ ประเมินราคาพื้นฐานไว้ที่ 9.50 บาท

 

DOHOME สัญญาณ SSSG ที่ปรับดีขึ้น สะท้อนจากมุมมองนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ไตรมาส 2/63 SSSG มีโอกาสเป็นบวก ได้ปัจจัยหนุนจาก

 


1.งบประมาณภาครัฐที่สนับสนุนทำให้มีกลุ่มลูกค้าหน่วยงานราชการที่มีการพัฒนาหรือซ่อมแซมส่งผลต่อสินค้าเกี่ยวเนื่องในการก่อสร้างและซ่อมแซมต่าง ๆ มียอดขายที่ดีขึ้น

2.แรงซื้อที่ถูกชะลอออกไปในช่วงของการปิดสาขาจากผลกระทบ COVID-19 เริ่มกลับเข้ามา จาก SSSG ในเดือน เม.ย.ที่ ติดลบราว 18-19% เริ่มติดลบน้อยลงอยู่ที่ราว 3-5% ในเดือน พ.ค. และคาดในเดือน มิ.ย.จะทำได้ดีกว่า DOHOME คาดเบื้องต้น SSSG ในไตรมาส 2/63 มีโอกาสพลิกกลับมากเป็นบวกราว 2-3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และฟื้นตัวจากไตรมาส 1/63 ที่ -9.9% ส่งผลต่อการคาดหมายในช่วงครึ่งหลัง 63 และ ทั้งปี 2563 มีโอกาสเป็นบวกต่อเนื่องได้

 

ดังนั้นจึงปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2563 ขึ้น 6.5% เป็น 832 ล้านบาท สะท้อนจาก SSSG ที่ปรับดีขึ้น โดยคาดทั้งปีมีโอกาสเป็นบวก 1-2% จากเดิมที่คาด เป็นลบราว 3% โดยได้ปัจจัยหนุนจาก แรงซื้อที่กลับมาหลังการปลดล็อก ขณะเดียวกันมีสามารถขายสินค้าได้เพิ่ม โดยเฉพาะจากลุ่มลูกค้าหน่วยงานราชการของภาครัฐหลังได้รับงบประมาณ รวมถึงราคาเหล็กที่ปรับเพิ่มสะท้อนต่อระดับมาร์จิ้นที่ฟื้นตัว

 

PLANB ปี 64 จะเป็นปีทอง


นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ขณะนี้แนะนำ “ซื้อ”
PLANB ให้ราคาเป้าหมาย 7.8 บาท แม้ราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นแรงในช่วงที่ผ่านมาแต่ยังมองว่า ณ ระดับราคานี้ยังไม่ได้สะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของ PLANB เนื่องจากยังมีส่วนลด 50% จากระดับราคาเมื่อปี 62 ขณะที่แนวโน้มผลกำไรของ PLANB มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ในปีหน้า

 

ส่วนนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า มองว่าปี 63 เป็นปีที่สื่อของ PLANB ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 แต่เชื่อมั่นว่าปี 64จะเป็นปีทองของ PLANB จากผลประกอบการที่จะกลับมาเติบโตโดดเด่นอีกครั้ง โดยคาดจะเติบโต 107% จากปี 63

 

โดยปี 63 ประเมินกำไรสุทธิที่ 419 ล้านบาท (-44% YoY) บนสมมติฐาน 1.รายได้รวมปรับตัวลดลง 29% YoY โดยรายได้ OOH media ปรับตัวลดลง 12% YoY โดยมี Utilization rate ที่ 58% (62 = 73%) และรายได้ engagement marketing ชะลอตัว -40% YoY, 2.Gross profit margin ที่ 31.9% (62 = 34.7%) จาก utilization rate ที่ลดลง

 

สำหรับปี 64 จะเป็นปีที่ PLANB กลับมาเติบโตก้าวกระโดดที่ 849 ล้านบาท (+107% YoY) หนุนโดย 1.รายได้รวมขยายตัวโดดเด่น 43% YoY โดยรายได้ OOH media +37% YoY (Utilization rate = 65.3%) จากเม็ดเงินโฆษณาที่ฟื้นตัว, รับรู้รายได้ 7-Eleven (1,000 สาขา) และ smart bus shelter เต็มปี ด้านรายได้ engagement marketing เพิ่มขึ้น +75%YoY จากการรับรู้รายได้ Olympics 536 ล้านบาท, 2.gross profit margin ขยายตัว YoY จาก Utilization rate ที่เพิ่มขึ้น 

 

Share: