หนี้เสีย “พิโกไฟแนนซ์” บานฉ่ำ เจ้าหนี้ชะลอปล่อยกู้ผวาพิษโควิด

สัญญาณลูกหนี้รายย่อย หมดแรงจ่ายหนี้ ชัดเจนขึ้นทุกวัน เมื่อตัวเลข “หนี้เสีย” นอกระบบยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลกระทบซ้ำเติมจากการแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (COVID – 19) โดยมีข้อมูลสะท้อนสถานการณ์ผ่านการประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัดภายใต้การกำกับ (สินเชื่อพิโกไฟแนนซ์)



โดยนายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน ในฐานะโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์โควิดที่ระบาดอย่างรุนแรงในช่วงเดือน เม.ย.2563 ที่ผ่านมา ส่งผลผู้ประกอบการยังคงมีความระมัดระวังการอนุมัติสินเชื่อ ขณะที่หนี้เสียหรือหนี้ที่ค้างชำระเกิน 3 เดือนเพิ่มขึ้นจากเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา และลูกหนี้ที่ค้างชำระ 1-3 ก็เพิ่มขึ้นมากเช่นกัน



โดยภาพรวมตัวเลข ณ สิ้นเดือนเม.ย. 2563 พิโกไฟแนนซ์ มียอดสินเชื่ออนุมัติสะสมจำนวน 254,890 บัญชี รวมเป็นจำนวนเงิน 6,745.02 ล้านบาท หรือคิดเป็นวงเงินสินเชื่ออนุมัติเฉลี่ยจำนวน 26,462.47 บาทต่อบัญชี ซึ่งการเพิ่มขึ้นของยอดสินเชื่ออนุมัติสะสมอยู่ที่ 2.35% จากสิ้นเดือนมี.ค.2563



ทั้งนี้ยอดสินเชื่ออนุมัติสะสม ประกอบด้วย 1. สินเชื่อมีหลักประกัน จำนวน 125,773 บัญชี เป็นจำนวนเงิน 3,589.15 ล้านบาท หรือคิดสัดส่วน 53.21%ของจำนวนยอดสินเชื่ออนุมัติสะสม และ 2 สินเชื่อไม่มีหลักประกันจำนวน 129,117 บัญชี เป็นจำนวนเงิน3,155.87 ล้านบาท หรือสัดส่วน 46.79% ของจำนวนยอดสินเชื่ออนุมัติสะสม (ดูกราฟฟิกสถิติอนุมัติสินเชื่อประกอบ)






“สำหรับเหตุผลหลักที่อนุมัติสินเชื่อเพิ่มขึ้นน้อย เพราะผู้ประกอบการยังคงมีความระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อเพื่อลดความเสี่ยงของการเพิ่มขึ้นของยอดสินเชื่อคงค้างสะสม”นายพรชัยกล่าว



ทั้งนี้ตัวเลขสิ้น เม.ย. 2563 ยอดสินเชื่อคงค้างสะสมรวมจำนวนทั้งสิ้น 105,689 บัญชีคิดเป็นจำนวนเงิน 2,591.32 ล้านบาท ซึ่งลดลงราว 10.59% จากสิ้นเดือนมี.ค. 2563 ที่มียอดสินเชื่อคงค้างสะสมอยู่ที่ 2.891 ล้านบาท



โดยเมื่อดูรายละเอียดของยอดสินเขื่อคงค้างดังกล่าว พบว่า มีสินเชื่อค้างชำระ 1 - 3 เดือน (SM) สะสมรวมจำนวน 15,708 บัญชี หรือคิดเป็นจำนวนเงิน 394.61 ล้านบาทหรือคิดเป็น 15.23% ของยอดสินเชื่อคงค้างสะสม และมีสินเชื่อค้างชำระที่เกินกว่า 3 เดือน (NPL) สะสมรวมจำนวน 14,928 บัญชี หรือคิดเป็นจำนวนเงิน 399.44 ล้านบาทหรือคิดเป็น 15.41% ของยอดสินเชื่อคงค้างสะสม ซึ่งเพิ่มขึ้นจากยอดสะสม ณ สิ้นเดือนมี.ค. 2563 ที่มียอด NPL อยู่ที่ 13.06%



สำหรับลูกหนี้สถานะปกติ มีจำนวนบัญชี 75,53 บัญชี รวมเป็นจำนวนเงิน 1,797 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากเดือนมี.ค.ทั้งจำนวนบัญชีและจำนวนเงินที่อยู่ 87,737 บัญชีและ 2,135 ล้านบาท





สำหรับสถานการณ์ของผู้ประกอบการธุรกิจสินเชื่อพิโก้ไฟแนนซ์นั้น นายพรชัยกล่าวว่ายังมีผู้สนใจยื่นขอใบอนุญาตอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 ได้ลดความรุนแรงลงไปบ้างแล้วก็ตาม โดยในเดือนพ.ค. 2563 มีจำนวนผู้สนใจยื่นขออนุญาตประกอบธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์อีกจำนวน 5 รายจากเดือน เม.ย. ส่งผลให้มีจำนวนสะสมสุทธิ 1,199 ราย ซึ่งประกอบด้วยเป็นผู้ยื่นคำขอไลเซนต์พิโกไฟแนนซ์ สุทธิจำนวน 1042 ราย และผู้ยื่นคำขออนุญาตประกอบธุรกิจสินเชื่อประเภทพิโกพลัสสุทธิจำนวน 157 ราย



ทั้งนี้ผู้ขอใบอนุญาต(ไลเซนต์) พิโกไฟแนนซ์ ต้องมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท ให้สินเชื่อแก่ประชาชนได้ไม่เกิน 50,000 บาทต่อราย และเรียกเก็บดอกเบี้ยกำไรจากการให้สินเชื่อ ค่าปรับ ค่าบริการ และค่าธรรมเนียมอื่นใด รวมกันได้ไม่เกินร้อยละ 36 ต่อปี (Effective rate)



ส่วนไลเซนต์พิโกพลัส จะต้องมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท ให้สินเชื่อแก่ประชาชนได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย และเรียกเก็บดอกเบี้ย กำไรจากการให้สินเชื่อ ค่าปรับ ค่าบริการ และค่าธรรมเนียมอื่นใด รวมกันได้ไม่เกินร้อยละ 36 ปี (Effective rate) สำหรับวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 50,000 บาทแรก และสำหรับวงเงินสินเชื่อที่เกินกว่า 50,000 บาทเป็นต้นไป ให้เรียกเก็บได้ไม่เกินร้อยละ 28 ต่อปี (Effective rate)



นายพรชัยกล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงเดิอน ธ.ค. 2559 ถึงสิ้นเดือน พ.ค. 2563 มีนิติบุคคลยื่นขอไลเซนต์ธุรกิจสินเชื่อทั้งประเภทพิโกไฟแนนซ์และประเภทพิโกพลัสรวมจำนวนทั้งสิ้น 1,335 ราย ใน 76 จังหวัด ยกเว้นจังหวัดอ่างทอง ที่ยังไม่มีผู้ยื่นคำขออนุญาต  ขณะที่จังหวัดที่มีผู้ยื่นคำขออนุญาตมากที่สุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ นครราชสีมา (112 ราย) กรุงเทพมหานคร (109 ราย) และขอนแก่น (66 ราย) ตามลำดับ อย่างไรก็ดี ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวมีจำนวนนิติบุคคลที่ "แจ้งคืน" ไลเซนต์พิโกไฟแนนซ์รวมทั้งสิ้น 136 ราย ใน 53 จังหวัด



“ช่วงที่ผ่านมามีการขอคืนไลเซ่นต์สินเชื่อประเภทพิโกไฟแนนซ์ 21 ราย และขอเปลี่ยนใบอนุญาตสินเชื่อจากพิโกไฟแนนซ์เป็นประเภทพิโกพลัส จำนวน 46 ราย” นายพรชัยกล่าว



ทั้งนี้จำนวนผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับไลเซ่นต์ให้ประกอบธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ทั้ง 2 ประเภท ที่แจ้งเปิดดำเนินการแล้ว 749 ราย ใน 71 จังหวัด ซึ่งหากเป็น “พิโกไฟแนนซ์” พบว่า จังหวัดที่มีผู้ยื่นขอไลเซ่นต์มากที่สุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (96 ราย) นครราชสีมา (94 ราย) และขอนแก่น (62 ราย) ตามลำดับส่วนพิโกพลัส พบว่า จังหวัดที่มีผู้ยื่นขอไลเซนต์มากที่สุด 3 ลำดับแรก ได้แก่นครราชสีมา (18 ราย) กรุงเทพมหานคร (13 ราย) และอุบลราชธานี (10 ราย)

Share: