จับตาหุ้นไอพีโอสุดฮอต OR-SCGP-DMT ต่อแถวเข้าเทรด SET

ช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นผันผวนอย่างมาก ทำให้ผู้ประกอบการที่มีแผนจะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องพับแผนหรือยืดระยะเวลาออกไปก่อน แต่หลังจากหุ้นถุงมือยางเข้าซื้อขายวันแรก ราคาก็ปรับขึ้นต่อเนื่อง ทำให้กระแสหุ้น IPO กลับมาอยู่ในความสนใจของนักลงทุนอีกครั้ง ประกอบกับความเห็นของ “นายภากร ปีตธวัชชัย” กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ มองว่าไตรมาส 3/63 จะเป็นไตรมาสที่บริษัทจดทะเบียนกลับมาแอคทีฟมากขึ้น ดังนั้น Wealthy Thai ขอพาแฟนเพจทุกท่านมาสำรวจว่า ปัจจุบันมีบริษัทที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคำขอเข้าจดทะเบียน (Upcoming IPO) ทั้งหมดกี่บริษัท และมีบริษัทไหนที่น่าสนใจบ้าง!!


จากข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ วันที่ 7 ก.ค. 63 พบว่า มีบริษัทที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคำขอเข้าจดทะเบียนทั้งสิ้น 30 บริษัท แบ่งเป็น SET 17 บริษัท และ mai 13 บริษัท ซึ่งวันนี้เราจะเน้นเฉพาะบริษัทที่กำลังจะเข้าจดทะเบียนใน SET เท่านั้น โดยบริษัทที่น่าสนใจและกำลังเป็นที่จับตาของนักลงทุนขณะนี้มี 3 บริษัท

 

 

บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR

เริ่มกันที่บริษัทในเครือ ปตท. บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ซึ่งประกอบธุรกิจจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ (Non-Oil) ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งรวมถึงการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ในตลาดค้าปลีกและตลาดพาณิชย์ ธุรกิจกาแฟ ร้านอาหารและเครื่องดื่มอื่น ๆ ร้านสะดวกซื้อ และการบริหารจัดการพื้นที่ หากยังนึกไม่ออกว่าบริษัทนี้ทำธุรกิจอะไรให้นักลงทุนนึกถึงร้านกาแฟอเมซอน ร้านสะดวกซื้อจิฟฟี่


โดยแบ่งสัดส่วนรายได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ธุรกิจน้ำมันสัดส่วนรายได้ 91.1%, ธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ (Non-Oil) สัดส่วนรายได้ 2.9% และธุรกิจต่างประเทศสัดส่วนรายได้ 5.7%  (ข้อมูลสิ้นสุด 31 ธ.ค. 62)


ปี 2560                  รายได้ 550,717.6 ลบ.           กำไรสุทธิ 12,671.1 ลบ.
ปี 2561                  รายได้ 599,173.9 ลบ.           กำไรสุทธิ 9,493.1 ลบ.
ปี 2562                  รายได้ 583,393.0 ลบ.           กำไรสุทธิ 10,895.8 ลบ.


สำหรับจำนวนหุ้น IPO ที่เสนอขายไม่เกิน 3,000,000,000 หุ้น คิดเป็น 25% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วหลัง IPO ประกอบด้วย

  1. จำนวนหุ้นสามัญเพิ่มทุนไม่เกิน 2,700,000,000 หุ้น

  2. จัดสรรหุ้นสามัญส่วนเกิน 300,000,000 หุ้น



โดยราคาพาร์อยู่ที่ 10.00 บาท และมีบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันซ่า จำกัด, บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) และ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

 

 

บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP

ต่อมาเป็นบริษัทในเครือเช่นเดียวกัน แต่เป็นเครือของซิเมนต์ไทย บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เป็น Holding Company ที่ลงทุนในสายธุรกิจด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 สายธุรกิจหลัก คือ สายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร มีสัดส่วนรายได้ราว 79.3%, สายธุรกิจเยื่อและกระดาษสัดส่วนรายได้ 20.6% (ข้อมูลสิ้นสุด 30 ก.ย. 62) และธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่อง


จากการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องทำให้รายได้และกำไรของ SCGP เติบโตได้ทุกปี


ปี 2559                  รายได้ 74,542 ลบ.                กำไรสุทธิ 3,851 ลบ.
ปี 2560                  รายได้ 81,455 ลบ.                กำไรสุทธิ 5,374 ลบ.
ปี 2561                  รายได้ 87,255 ลบ.                กำไรสุทธิ 6,826 ลบ.
9 เดือน ปี 2562      รายได้ 65,975 ลบ.                กำไรสุทธิ 4,571 ลบ.


สำหรับจำนวนหุ้น IPO ที่เสนอขายไม่เกิน 1,194,800,000 หุ้น คิดเป็น 27.7% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วหลัง IPO (ไม่รวมจำนวนหุ้นที่ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกินอาจใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนจากบริษัทฯ ในกรณีที่มีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน) ราคาพาร์อยู่ที่ 1.00 บาท และมีธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน


ทั้งนี้ หากวันปิดการเสนอขายหุ้นมีผู้จองซื้อหุ้นเป็นจำนวนมากกว่าหุ้นทั้งหมดที่เสนอขายดังกล่าว อาจมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Over-Allotment) จำนวนไม่เกิน 179,200,000 หุ้น ซึ่งหุ้นส่วนเกินดังกล่าวจะมีจำนวนไม่เกินร้อยละ 15.00 ของจำนวนหุ้นที่เสนอขายในครั้งนี้ 

 

 

ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) หรือ DMT

และสุดท้าย เชื่อว่าทุกคนต้องเคยใช้งานในชั่วโมงเร่งด่วนแน่นอน นั่นก็คือ ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) หรือ DMT ประกอบธุรกิจบริหารโครงการสัมปทานทางยกระดับดอนเมืองช่วงดินแดงจนถึงอนุสรณ์สถานแห่งชาติ ระยะทางประมาณ 21.9 กิโลเมตร


สำหรับสัดส่วนรายได้ DMT มีรายได้หลักมาจากค่าบริการผ่านทาง โดยคิดเป็นสัดส่วนกว่า 98.2% (ข้อมูลสิ้นสุด 30 ก.ย. 62) ขณะที่รายได้และกำไรสุทธิมีการเติบโต ดังนี้


ปี 2559                  รายได้ 2,991.7 ลบ.               กำไรสุทธิ 1,497.9 ลบ.
ปี 2560                  รายได้ 3,032.9 ลบ.               กำไรสุทธิ 1,398.1 ลบ.
ปี 2561                  รายได้ 3,074.5 ลบ.               กำไรสุทธิ 1,457.2 ลบ.
9 เดือน ปี 2562      รายได้ 2,165.5 ลบ.               กำไรสุทธิ 854.0 ลบ.


ส่วนจำนวนหุ้น IPO ที่เสนอขายไม่เกิน 140,000,000 หุ้น คิดเป็น 11.85% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วหลัง IPO ราคาพาร์อยู่ที่ 5.20 บาท และมีบริษัท อวานการ์ด แคปปิตอล จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

 

 

จากทั้ง 3 บริษัทมีเพียง SCGP เท่านั้นที่สำนักงาน ก.ล.ต. ได้อนุมัติแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์แล้วในวันที่ 29 พ.ค. ที่ผ่านมา ดังนั้น ต้องมารอลุ้นกันว่าจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ภายในปี 63 หรือไม่

Share: