สัญญาณการออก “หุ้นกู้” ดีขึ้น...ไม่น่าห่วงเรื่อง ‘Default’ จนถึงสิ้นปี

ช่วงครึ่งแรกปี2020 โลกต้องเผชิญกับ ‘วิกฤติ COVID-19’ เข้าเต็มเหนี่ยว เศรษฐกิจต่างสะดุดหยุดชะงักลงเป็นทิวแถว รวมถึงประเทศไทย


แต่ช่วงเวลาเดียวกันนี้ “ตลาดตราสารหนี้ไทย” ก็ยังสามารถเติบโตได้เล็กน้อย 1.25% มีมูลค่าตราสารหนี้คงค้าง (ณ 30 มิ.ย. 20) อยู่ที่ 13.69 ล้านล้านบาท  คิดเป็น 81% ของ GDP ขยับเข้าใกล้เคียงกับ ‘ตลาดหุ้น’ และ ‘สินเชื่อแบงก์’ ที่มีสัดส่วนต่อ GDP ที่ 89% และ 95% มากขึ้นตามลำดับ


ด้านปริมาณการซื้อขายใน ‘ตลาดรอง’ ก็เพิ่มขึ้นเป็นเฉลี่ย 91,814 ล้านบาทต่อวัน เพิ่มขึ้น 5% จากปีที่ผ่านมา


วันนี้ทีมงาน ‘Wealthythai’ ยังมีข้อมูลในตลาดตราสารหนี้ที่น่าสนใจช่วงครึ่งปีแรกมาฝากกันเช่นเคย

 

 

คาด “ต่างชาติ” กลับเข้าลงทุนครึ่งปีหลัง...แต่คงไม่มาก-หลังตลาดรับข่าวร้ายไปแล้ว

โดย “ธาดา พฤฒิธาดา” กรรมการผู้จัดการสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) บอกว่า ช่วงครึ่งแรกของปี20 ‘ต่างชาติ’ ยังคงขายสุทธิ 108,464 ล้านบาท โดยเป็นการขายสุทธิทั้งในตราสารหนี้ระยะยาว 61,075 ล้านบาท และตราสารหนี้ระยะสั้น 47,390 ล้านบาท ทำให้ ณ สิ้นไตรมาสที่2/20 นักลงทุนต่างชาติถือครองตราสารหนี้ไทยรวมทั้งสิ้น 811,070 ล้านบาท คิดเป็น 9.07% ของมูลค่าคงค้างพันธบัตรรัฐบาลและธปท. ซึ่งลดลงจาก 10.45% เมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา


ทั้งนี้ในเดือนมิ.ย. พบว่านักลงทุนต่างชาติเริ่มหันกลับมาซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทยอีกครั้ง  หลังจากขายสุทธิอย่างต่อเนื่องตลอด 5 เดือนแรกของปีที่ผ่านมา และแม้ต่างชาติจะขายตราสารหนี้ไทยแต่ ‘ค่าเงินบาท’ ก็ยังคงแข็งค่าซึ่งสะท้อนว่าไม่ได้มีความสัมพันธ์กับเม็ดเงินลงทุนในตราสารหนี้ไทยของต่างชาติแต่ประการใด

 

 

 “แนวโน้มเม็ดเงินลงทุนต่างชาติในช่วงครึ่งหลังของปี20 นั้น มีโอกาสที่จะไหลเข้าได้อีก โดยในเดือนก.ค. (MTD) ซื้อสุทธิเข้ามาแล้ว 11,716 ล้านบาท แต่การเข้ามาก็คงไม่ได้มากอะไร เพราะต่างชาติยังค่อนข้างระมัดระวังการลงทุนอยู่ แต่ตลาดตราสารหนี้ไทยก็ถือว่ารับข่าวร้ายไปมากแล้ว หากเรายังสามารถคุมสถานการณ์ COVID-19 ได้ดี ก็คาดว่ายังจะเห็นเงินต่างชาติไหลเข้ามาได้อีก”

 

 

Credit Spread” หุ้นกู้ปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.60% ในทุก ‘Credit Rating’

ด้าน Bond Yield” ในช่วงครึ่งปีแรกค่อนข้างผันผวน  เนื่องจากความกังวลของนักลงทุนถึงผลกระทบของการแพร่ระบาดของ ‘COVID-19’ ต่อเศรษฐกิจ ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลในช่วงกลางเดือนมี.ค. ปรับเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากจากการเทขายสินทรัพย์ของนักลงทุน ก่อนจะทยอยปรับลดลงในช่วงไตรมาสที่2/20 ทำให้เส้น ‘อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล’ มีการเคลื่อนไหวในทิศทาง ‘ขาลง’ ในทุกรุ่นอายุ โดย Bond Yield อายุ 2 ปี และ 10 ปี ปรับลดลง 69 bps. และ 18 bps. จากต้นปีมาอยู่ที่ระดับ 0.45% และ 1.28% ตามลำดับ ณ สิ้นไตรมาสที่2/20 โดยเป็นการทำ ‘ระดับต่ำสุดใหม่’ ของรุ่นอายุ 2 ปี อีกด้วย

 

“ในขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวลง แต่ ‘ส่วนชดเชยความเสี่ยง (Credit Spread)’ ของหุ้นกู้เอกชนกลับปรับตัว ‘สูงขึ้น’ ในทุก ‘Credit Rating’ เฉลี่ย 0.6% แต่ก็ทำให้ต้นทุนการเงินของบริษัทผู้ออกไม่ได้เพิ่มมากขึ้นกว่าในช่วง 2 ปีก่อนแต่ประการใด เพราะฐานที่เป็นผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวลงนั่นเอง และเชื่อว่าทางคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.50% ต่อไปจนถึงสิ้นปี โดยอาจใช้เครื่องมือนโยบายการเงินอื่นเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวทำให้มีโอกาสที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลจะขยับต่ำลงทั้งเส้นแต่อยู่ในกรอบจำกัด โดยอาจมีความผันผวนได้ในบางช่วงหากเกิดเหตุการณ์ความกังวลใหม่ๆในตลาด เช่น สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน”

 

 

คาดยอดออกหุ้นกู้ทั้งปี ‘ไม่ต่ำกว่า 8 แสนล้านบาท’…ยันสถานการณ์ ‘Default’ ไม่น่ากังวล

ด้าน “อริยา ติรณะประกิจ” รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) มองว่า ช่วงครึ่งหลังของปี20 บริษัทเอกชนไทยยังคงมีความต้องการระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้ระยะยาวเพื่อเตรียมสภาพคล่องรองรับสถานการณ์ที่อาจไม่แน่นอน โดยคาดว่าทั้งปีจะมีมูลค่าการออกหุ้นกู้ระยะยาวที่ 800,000 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากประมาณการเดิมที่ 850,000 ล้านบาท

 

(อริยา ติรณะประกิจ)

 

“สถานการณ์ออกหุ้นกู้มีสัญญาณที่ดีขึ้น หลังจากที่ชะลอตัวไปชัดเจนในช่วงที่มีการปิดประเทศ (Lockdown) จากเดือน เม.ย. 2020 เป็นต้นมา ผู้ออกสามารถขายได้ใกล้เคียงกับมูลค่าที่ต้องการขายมากขึ้น และในช่วงครึ่งแรกของปี20 มีหุ้นกู้ที่ปรับโครงสร้างและขยายวันครบกำหนดอายุจำนวน 10 บริษัท มูลค่ารวม 7,247.0 ล้านบาท ส่วนใหญ่อันดับความน่าเชื่อถือ BB+ และ Non-rated โดยระยะเวลาที่ขอขยาย 6 เดือน – 2 ปี แต่จากการย้อนดูข้อมูลยังไม่พบการ Default และสถานการณ์นี้ยังไม่น่ากังวลไปจนถึงสิ้นปี และนักลงทุนต้องแยกให้ชัดว่าการขอยืดเวลาการชำระหนี้ไป ไม่ใช่การ Default แต่ประการใด”

 

 

MeBond” และ “E-Book Building” …2 แอปใหม่เพื่อ ‘นักลงทุนและผู้ร่วมตลาด’

สำหรับ MeBondเป็นโมบายแอปพลิเคชันสำหรับ ‘นักลงทุนทั่วไป’ เปรียบเสมือนสมุดอิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยบันทึกตราสารหนี้ที่นักลงทุนถือครองไว้ในที่เดียวกัน ช่วยให้นักลงทุนสามารถติดตามข้อมูลการลงทุนของตนเอง และข้อมูลอื่นในตลาดตราสารหนี้ได้สะดวกรวดเร็ว  มีข้อมูลครบถ้วนในแหล่งเดียวโดย MeBond มาพร้อมกับ 6 เมนูหลัก ได้แก่


-พอร์ทลงทุน
-ตราสารหนี้ออกใหม่
-ค้นหาตราสารหนี้  
-เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Yield Curve)
-Dashboard
-ข่าว


MeBond จึงเป็นแอปพลิเคชั่นที่ช่วยนักลงทุนบริหารจัดการเงินลงทุนได้สะดวกขึ้น ที่สำคัญข้อมูลการลงทุนที่บันทึกไว้จะถูกจัดเก็บไว้เฉพาะที่device ของนักลงทุนเท่านั้น จึงไม่ต้องเป็นกังวลกับ Data privacy แต่ประการใด”

 

 

ส่วน ‘E-Book Building’ เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้สำรวจความต้องการของ ‘นักลงทุนสถาบัน’ในการลงทุนในตราสารหนี้ที่ระดับอัตราดอกเบี้ยต่างๆ เพื่อนำมากำหนดอัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้ (Coupon) ที่เหมาะสมช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของทั้งผู้จัดจำหน่ายและผู้ออกตราสารหนี้ 


“ทั้ง ‘MeBond’ และ ‘E-Book Building’ พัฒนาขึ้นโดยทีมงานของ ‘ThaiBMA’ เปิดให้บริการโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนและผู้ร่วมตลาดตราสารหนี้ และเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ไทยสู่ความเป็นดิจิตอล สามารถดาวน์โหลดแอป ‘MeBond’ ได้แล้ววันนี้ทั้งในระบบ IOS และ Android เพียงการพิมพ์ชื่อ ‘MeBond’ ส่วน ‘E-Book Building’ สามารถเข้าใช้งานผ่านทางเว็บไซต์ โดยติดต่อ ThaiBMA เพื่อให้กำหนดสิทธิการเข้าใช้งานโดยไม่มีค่าใช้จ่าย”


ทั้งหมดนี้เป็นบทสรุปที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ‘ตลาดตราสารหนี้’ ในช่วงครึ่งแรกของปี20 ที่ผ่านมา หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อย

Share: