“ดอกเบี้ยต่ำ-หนี้สินเพิ่ม-ศก.ชะลอตัว”... ‘กองตราสารหนี้โลก’ น่าสนใจกว่าในประเทศ

 

ด้วยสถานการณ์แพร่ระบาดของ ‘ไวรัส COVID-19’ กำลังระบาด ส่งผลให้รัฐบาลและธนาคารทั่วโลก ต้องออกนโยบายการเงินและการคลังเพื่อพยุงเศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งหนึ่งในนโยบายที่คนให้ความสนใจไม่น้อยคือการปรับลดดอกเบี้ยลง

 

ซึ่งในบางประเทศมีการปรับลดดอกเบี้ยเข้าขั้น ‘ติดลบ’ จึงเรียกได้ว่าอยู่ในช่วงที่ภาวะ ‘ดอกเบี้ยต่ำ’ และโอกาสจะลงต่ำกว่านี้มีไม่นากนัก ภาพของ ‘ตลาดตราสารหนี้’ ในจังหวะนี้จึงดู ‘แพง’ ขึ้นมาทันที

 

แถมยังมีความเสี่ยงที่จะเจอ ‘ดอกเบี้ยขาขึ้น’ ในอนาคต ความน่าสนใจของสินทรัพย์ประเภทนี้ทั่วโลกยังโอเคหรือไม่


ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ มีมองของ “ผู้เชี่ยวชาญ” ต่อการลงทุนใน ‘ตราสารหนี้โลก’ มาแชร์ให้แก่นักลงทุนที่สนใจกัน

 


 

 

“ดอกเบี้ยต่ำ”...ยังมีแนวโน้มอีกอย่างน้อย 1 ปี

 

            โดย “นาวิน อินทรสมบัติ” Chief Investment Officer บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด มองว่า เราประเมินว่า ‘ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)’ มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยไปอีกอย่างน้อยประมาณ 1 ปี โดยสิ่งที่เฟดจับตามองคือเป้าหมายอัตราการจ้างงานเต็มอัตรา (Full Employment) และ อัตราเงินเฟ้อเป้าหมาย ซึ่งถ้ามองประกอบกับแนวโน้มของการควบคุมโรค ยังไม่เห็นสัญญาณที่สภาวะเศรษฐกิจจะกลับไปสู่เป้าหมายของเฟดได้ในช่วงนี้

 

                  นาวิน อินทรสมบัติ

 

“ส่วนประเทศกลุ่มตลาดเกิดใหม่อื่นๆ จะยังคงต้องลดอัตราดอกเบี้ยและคงอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำต่อไป ถึงแม้ในบางประเทศที่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโลกได้ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกอย่างพร้อมเพรียง (Synchronized Slowdown) ประเทศที่เศรษฐกิจจำเป็นต้องพึ่งพิงประเทศอื่นมาจากการค้า (Import / Export) และภาคบริการ (Service Export / Tourism) จะทำให้ธนาคารกลางจำเป็นต้องดำเนินนโยบายแบบผ่อนคลายต่อไป”

 

“ตราสาหนี้ต่างประเทศ” ยังน่าสนใจ...หลังฟื้นตัวได้น้อยยังมีรูมไปต่อได้

 

สำหรับความน่าสนใจใน “ตราสารหนี้” นั้น เรายังมองว่าลงทุนใน ‘ตราสารหนี้ต่างประเทศ’ ยังน่าสนใจ เนื่องจากตราสารหนี้ภาคเอกชนฟื้นตัวขึ้นมาเพียงประมาณครึ่งทาง จึงยังมีรูมในการไปต่ออีก บวกกับมีปัจจัยหนุนตราสารหนี้ภาคเอกชน (เครดิต) ได้แรงหนุน หลัง ‘ธนาคารกลางสหรัฐฯ’ ประกาศเข้าซื้อตราสารหนี้เอกชนสหรัฐฯ ในตลาดรองเพิ่มเติมในช่วงกลางเดือนมิ.ย. รวมทั้ง ‘ธนาคารกลาง’ ของประเทศต่างๆ ได้เข้าแทรกแซงตลาดพันธบัตรและตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน ส่งผลให้ตลาดตราสารหนี้กลับมามีเสถียรภาพมากขึ้น

 

“อย่างไรก็ดี ต้องจับตาอัตราหนี้สินของบริษัทต่างๆ ที่อาจสูงขึ้นผลกระทบจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หยุดชะงักในช่วงแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้ความเสี่ยงของการผิดชำระหนี้มีเพิ่มขึ้น”

 

ชู “Investment Grade-เอเชีย”...ดีมานด์ยังเพิ่ม-ปัจจัยพื้นฐานแกร่ง

 

การให้น้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้ระหว่างสหรัฐฯ / ประเทศที่พัฒนาแล้วกับตลาดเกิดใหม่ นาวิน มีมุมมองบวกต่อตราสารหนี้ ‘Investment Grade ในเอเชีย’ ที่ได้รับแรงหนุนจากความต้องการซื้อหุ้นกู้ภาคเอกชนเพิ่มขึ้น จากการ Search for Yield ของนักลงทุนในภาวะดอกเบี้ยต่ำ แนวโน้มสังคมผู้สูงอายุที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ ทำให้นักลงทุนมีการออมมากขึ้นและมีความต้องการลงทุนในหุ้นกู้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ จีน เกาหลี และ ไต้หวัน

           

“ขณะเดียวกันบริษัทที่ออกหุ้นกู้เอกชนระดับ Investment Grade ในเอเชียส่วนใหญ่เป็นรัฐวิสาหกิจ ซึ่งจะมีความแข็งแกร่งต่อความไม่แน่นอนในตลาด นอกจากนี้ บริษัทมีการลดหนี้สินในช่วงที่ผ่านมาทำให้ปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งขึ้น”

 

 

“ตราสารหนี้” ....ยังเป็นเครื่องมือการลงทุนที่ดี-หลัง ‘ดอกเบี้ยต่ำ’ ยังยาวนาน


ฟาก ชุณหวัต จิระวิชิตชัย” ผู้อำนวยการ ฝ่ายกลยุทธ์และพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด  มองว่า ด้วยแนวโน้มของอัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากรัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้องช่วยเหลือภาคเอกชนให้มีต้นทุนในการกู้ยืมเงินอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ความเสี่ยงจากการขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อราคาตราสารหนี้มีน้อย และคำแถลงของคณะกรรมการกำหนดนโยบายทางการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ ครั้งล่าสุดในวันที่ 9 –10 มิ.ย. 63 ที่ผ่านมา ซึ่มีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 0.00 –0.25% รวมถึงยังส่งสัญญาณคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 0% ไปจนถึงปี 2565

 

         

ชุณหวัต จิระวิชิตชัย

 

“ปัจจัยที่ทำให้แนวโน้มของดอกเบี้ย มีโอกาสคงอยู่ใน ‘ระดับต่ำอีกนาน’ เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในสหรัฐและทั่วโลก และทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัว รวมทั้งตัวเลขการจ้างงานในสหรัฐที่ยังไม่กลับมาสู่สภาวะปกติ และอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ จากข้อมูลตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ได้กล่าวมานั้น จึงทำให้แนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐ มีโอกาสที่จะยังคงอยู่ในระดับต่ำไปอีกต่อเนื่องอย่างน้อยจนถึงต้นปี 64 ด้วยสภาวะที่ปริมาณ ‘หนี้สินเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก’ แต่เศรษฐกิจกลับชะลอตัว ทำให้ตลาดยังคงมีความผันผวนต่อเนื่อง การลงทุนในตราสารหนี้จึงเป็นเครื่องมือที่ดีในการลดความเสี่ยงในการลงทุนได้ในสภาวะตลาด ณ ปัจจุบัน”

 

“กองตราสารหนี้โลก-กองทุนตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่”...ยังฮอตทั้งคู่

 

ส่วนความน่าสนใจระหว่าง ‘กองทุนตราสารหนี้โลก’ และ ‘กองทุนตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่’ มีความน่าสนใจทั้งคู่ แต่กองทุนทั้งสองประเภทมีความแตกต่างกัน โดยกองทุนตราสารหนี้โลกจะมีการกระจายการลงทุนที่มากกว่า และส่วนใหญ่จะเน้นลงทุนในกลุ่ม ‘ประเทศพัฒนาแล้ว (Develop market)’ เช่น ในสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ซึ่งตราสารของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วจะมีสภาพคล่องที่สูงกว่า และมีความผันผวนน้อยกว่า แต่โอกาสในการรับผลตอบแทนของกองทุนตราสารหนี้โลกอาจจะน้อยกว่าการลงทุนใน ‘กองทุนตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่’ ด้วยเช่นกัน

 

“สำหรับนักลงทุนที่ ‘รับความเสี่ยงได้น้อย’ แนะนำให้เลือกลงทุนใน ‘กองทุนตราสารหนี้โลก’ ส่วนนักลงทุนที่สามารถ ‘รับความเสี่ยงได้สูง’ แนะนำให้เลือกลงทุนใ‘กองตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่’ เนื่องจากตราสารของประเทศเกิดใหม่มีอัตราผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Spread) ที่น่าสนใจได้มากกว่า”

 

ช่วงภาวะดอกเบี้ยทั้งในประเทศและต่างประเทศอยู่ใน ‘ระดับต่ำ’ นั้น การลงทุนใน ‘กองตราสารหนี้โลก’ เองก็ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือการลงทุนที่น่าสนใจไม่น้อย แม้ว่าผลตอบแทนอาจจะไม่สูงมากนักแต่แลกมาด้วยการปิดความเสี่ยงที่น้อยลง นักลงทุนบางกลุ่มก็มองว่าคุ้มค่ากว่าเป็นไหนๆ

Share: