“กลยุทธ์การลงทุน” แบบไหน...ที่เหมาะสำหรับนักลงทุน?

“กลยุทธ์การลงทุน” แบบไหน เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ยังไม่มีประสบการณ์ เป็นหนึ่งในข้อสงสัยสำหรับนักลงทุนที่กำลังเริ่มต้นสะสมความมั่งคั่ง และพยายามค้นหาวิธีที่เหมาะสมในการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน ที่ไม่มีเวลา ความรู้ความชำนาญ ลงทุนเพื่อหวังผลตอบแทน ‘ระยะยาว’ หรือลงทุน ‘ระยะสั้น’ เพื่อจับจังหวะตลาดแบบซื้อๆ ขายๆ ให้พอได้กำไรในแต่ละครั้งที่มีการซื้อขาย แบบไหนเหมาะกว่ากัน


“การลงทุนระยะยาว” มีข้อดี คือ ผู้ลงทุนไม่จำเป็นต้องตัดสินใจซื้อ หรือ ขาย บ่อยครั้ง ข้อเสียคือจำเป็นต้องทนเห็นกำไรลดลงไปหรือบางครั้งอาจถึงขั้นขาดทุนในช่วงตลาดขาลงให้ได้ ส่วน “การลงทุนระยะสั้น” เพื่อจับจังหวะตลาดหากทำถูกจังหวะนักลงทุนจะสามารถสร้างกระแสเงินสดจากการซื้อ ขาย แต่ก็มีข้อเสียคือ ต้นทุนจากค่าธรรมเนียมในการซื้อขายสูงกว่า จากการซื้อ ขายบ่อยครั้ง ทำให้มีโอกาสอาจตัดสินใจ ซื้อขายผิดพลาด


“ข้อมูลเพียงเท่านี้คงไม่สามารถตอบได้ว่า เราควรเลือกกลยุทธ์ลงทุนระยะยาว หรือควรลงทุนระยะสั้นเน้นจับจังหวะตลาด เพื่อให้เห็นข้อมูลในอดีต ขอพาท่านผู้อ่านไปดูข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงในประเทศสหรัฐอเมริกากัน”

 

 

จากข้อมูลตั้งแต่ปีค.ศ. 1950 – 31 มีนาคม 2020 การลงทุนใน ‘หุ้นขนาดใหญ่’ ตามดัชนี S&P500 (กราฟแท่งสีเทา) พบว่าหากลงทุนระยะสั้นเพียง 1 ปี (1-yr rolling หมายถึง เริ่มต้นลงทุนต้นปี สิ้นสุดการลงทุนสิ้นปี) ช่วงผลตอบแทนที่ได้อยู่ระหว่าง -43% ต่อปี ถึง +61% ต่อปี จะเห็นว่า ช่วงของผลตอบแทนสูงมาก


ถ้าหากสามารถยืดระยะเวลาลงทุนออกไปเป็น 10 ปี (10-yr rolling) ช่วงผลตอบแทนที่ได้อยู่ระหว่าง -3% ต่อปีถึง +21% ต่อปี และถ้าสามารถเพิ่มระยะเวลาลงทุนเป็น 20 ปี (20-yr rolling) ช่วงผลตอบแทนที่ได้อยู่ระหว่าง +4% ต่อปี ถึง +18% ต่อปี


“จะเห็นได้ว่าจากสถิติที่ผ่านมา หากสามารถลงทุนระยะยาวตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป โอกาสขาดทุนจะน้อยมากๆ และถึงแม้ขาดทุนตัวเลขการขาดทุนก็ไม่มากเมื่อเทียบกับการลงทุนในระยะสั้น”


แต่ถ้ามั่นใจว่าเรามีข้อมูล และความรู้ความสามารถในการจับจังหวะลงทุนได้จะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนระยะยาวหรือไม่ โดยหวังว่า เพียงทำให้จำนวนครั้งที่จับจังหวะถูกต้องและได้กำไร มากกว่า จำนวนครั้งที่จับจังหวะผิดแล้วขาดทุน ก็จะสามารถทำกำไรได้แล้ว ไม่ต้องมาทนลงทุนยาวๆ เรามาดูสถิติของ S&P 500 กันอีกครั้ง

 

 

ระหว่างวันที่ 3 มกราคม 2000 – 31 ธันวาคม 2019 หากเราทำการ ‘ลงทุนต่อเนื่อง (Fully Invested)’ ในดัชนี S&P500 ผลตอบแทนจากการลงทุนจะอยู่ที่ประมาณ 6.06% ต่อปี เทียบกับการลงทุนระยะสั้นจับจังหวะซื้อขาย หากเราจับจังหวะในการเข้าลงทุน ‘พลาดวันที่ดีที่สุดของตลาดไปเพียง 10 วัน’ ตลอดระยะเวลาลงทุน 20 ปี ผลตอบแทนจะลดลงจาก 6.06% ต่อปี เหลือเพียง 2.44% ต่อปี อาจพูดได้ว่าผลตอบแทนจะหายไปถึง 3.62% ต่อปี ซึ่งไม่น้อยเลย


“หากเราเริ่มต้นลงทุนด้วยเงิน 10,000 บาท ตลอดระยะเวลา 20 ปีตามข้อมูลในกราฟด้วยผลตอบแทน 6.06% ต่อปี มูลค่าเงินลงทุน ณ สิ้นปี 2019 คิดเป็นเงิน 32,421 บาท ส่วนกรณีลงทุนแบบจังหวะซื้อขาย และพลาดวันที่ดีที่สุด 10 มูลค่าเงินลงทุน ณ สิ้นปี 2019 คิดเป็นเงินเพียง 16,180 บาท จะเห็นได้ว่าผลตอบแทนเมื่อเทียบเป็นตัวเงินต่างกันประมาณ 16,241 บาท หรือต่างกันเป็นเท่าตัวเลยทีเดียว”

 

 

จากประสบการณ์ในการให้คำแนะนำลูกค้า ที่เป็นผู้บริหาร เจ้าของกิจการพนักงานบริษัท หรืออาชีพเฉพาะเช่น แพทย์ พยาบาล และอื่นๆ เป็นกลุ่มคนที่มีรายได้สม่ำเสมอ ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำงานไม่มีประสบการณ์ลงทุนไม่มีเวลาในการดูแลพอร์ตการลงทุนคำแนะนำในฐานะนักวางแผนการเงินในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดพอร์ตลงทุน คือ ให้เลือกกลยุทธ์ตามเป้าหมายการเงิน


“หากเป้าหมายส่วนใหญ่เป้าหมายเกี่ยวกับการเก็บเงินเกษียณอายุ เบี้ยประกันสุขภาพหลังเกษียณ ทุนการศึกษาบุตรในระดับปริญญาตรี ฯลฯ พอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมสำหรับเป้าหมายดังกล่าว คือ พอร์ตลงทุนระยะยาวที่มีระยะเวลาลงทุนตั้งแต่ 10ปี ขึ้นไป ซึ่งน่าจะคล้ายกับเป้าหมายของท่านผู้อ่านหลายๆ ท่าน”


อย่างไรก็ตาม หากท่านไม่มั่นใจว่าเป้าหมายการเงินของท่านควรจัดพอร์ตการลงทุนอย่างไร ลองปรึกษา “นักวางแผนการเงิน” เพื่อทำหน้าที่เพื่อนคู่คิด ช่วยวางแผนการเงิน เพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จในการลงทุน เพราะแผนการเงินมีอะไรให้คิดมากกว่าผลตอบแทนจากการลงทุนครับ


ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ [email protected],TFPA Facebook Fanpageและ  www.tfpa.or.th

 

Share: