บสย.เพิ่มวงเงินค้ำกู้อีก 3 หมื่นล้าน เติมสภาพคล่องSME "ยื้อ" ตกชั้น NPL

ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองฝุ่นตลบ “นายอุตตม สาวนายน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในวันนี้ยังคงเดินหน้าเรียกประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เน้นไปที่เรื่องเอสเอ็มอี


โดยในการประชุมเตรียมมาตรการช่วยเหลือภาคธุรกิจเอสเอ็มอี เมื่อบ่ายวันที่ 9 ก.ค. 2563 ซึ่งมี “นายอุตตม สาวนายน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานในการประชุมครั้งนี้ ร่วมกับผู้บริหารกระทรวงการคลัง ผู้บริหาร หน่วยงานเฉพาะกิจของภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) อาทิ สมาคมธนาคารไทย ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.)


สำหรับผลการประชุมในครั้งนี้ นายอุตตม กล่าวว่า ในเบื้องต้น จะดำเนินมาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอี ทั้งด้านสภาพคล่องและการมีเงินทุนให้เพียงพอสำหรับดูแลตัวเองและยกระดับการทำธุรกิจและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งมาตรการที่ทำเพิ่มเติมประกอบด้วย


เรื่องแรก ให้บสยจัดวงเงิน 3 หมื่นล้านบาท เพื่อเข้ามาช่วยค้ำประกันสินเชื่อให้แก่เอสเอ็มอีที่ได้ซอฟโลนจากธปท. เพื่อช่วยเหลือสภาพคล่องให้แก่กลุ่มลูกหนี้ที่ถูกจับตาเป็นพิเศษ หรือ SM ( ค้างชำระไม่เกิน 1-3 เดือน) ให้ธุรกิจเดินไปได้ต่อเนื่องได้ และช่วยไม่ให้เอสเอ็มอีตกชั้นเป็นลูกหนี้ NPL (หนี้ที่ค้างชำระเกิน 3 เดือน)


เรื่องที่สอง การช่วยเหลือเอสเอ็มอีรายเล็กๆที่ยังเข้าไม่ถึงแหล่งเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งที่ผ่านมา สสว. จะจัดตั้งกองทุน 5 หมื่นล้านบาท ขึ้นมาเป็นเงินทุนหมุนเวียนช่วยเหลือเอสเอ็มอีเล็กๆกลุ่มนี้ และจะมีธนาคารพาณิชย์และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ จำนวน 18 แห่ง เข้ามาสนับสนุนสินเชื่อแก่กลุ่มนี้ โดยวงเงินที่ให้เอสเอ็มอี จะไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อราย ซึ่งเป็นการให้สินเชื่อที่ผ่อนปรนอย่างเหมาะสม เพราะเอสเอ็มอีรายเล็กๆกลุ่มนี้ไม่มีงบบัญชีที่เป็นทางการ แต่มีความต้องการสภาพคล่องทางการเงิน


อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งกองทุนดังกล่าว ทางสสว. เป็นผู้เสนอโครงการนี้ต่อคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการฯ ที่มีสภาพัฒน์ฯเป็ผผู้พิจารณาโครงการ และต้องรอเสนอโครงการนี้เข้าคณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาต่อไป


เรื่องที่สาม เป็นกาหารือแนวทางที่จะช่วยเหลือภาคธุรกิจท่องเที่ยว ซึ่งมีการเกี่ยวเนื่องกับการจ้างงานจำนวนมาก โดยในส่วนนี้ มอบหมายให้ธนาคารออมสินและสสว. พิจารณามาตรการช่วยเหลือพิเศษแก่ทุกกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับภาคท่องเที่ยว


นายอุตตม คาดว่า มาตรการต่างๆที่ออกมา เน้นสร้างสภาพคล่องแก่เอสเอ็มอี เพื่อให้มีผลโดยตรงต่อการจ้างงานสัดส่วน 80%ของการจ้างงานทั้งประเทศ หรือช่วยเหลือการจ้างงานของเอสเอ็มอีรวม 16 ล้านคน (ข้อมูลจากสสว. )


นายวีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการ สสว. กล่าวว่า เรื่องการจัดตั้งกองทุนฯ 5 หมื่นล้านบาท เนื่องจากสภาพัฒน์ได้ตีกลับมา ขณะนี้ สสว. จึงอยู่ระหว่างการปรับข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมของเกองทุนดังกล่าว ซึ่งคาดว่าจะนำเสนอต่อสภาพัฒน์ในสัปดาห์หน้า และคาดว่าจะสามารถเสนอครม.ในสัปดาห์ถัดไป


ด้าน “รักษ์ วรกิจโภคาทร” จาก บสย. กล่าวว่า มาตรการค้ำประกันสินเชื่อ 3 หมื่นล้านบาท จะช่วยสนับสนุนธนาคารพาณิชย์ สามารถปล่อยสินเชื่อ 1.5 เท่า หรือ วงเงินสินเชื่อถึง 4.5 หมื่นล้านบาท และจะมีการปรับวงเงินค้ำประกันสินเชื่อจาก 100 ล้านบาทต่อราย ลงมาอยู่ที่ 15-20 ล้านบาทต่อราย ซึ่งจะช่วยเอสเอ็มอีได้จำนวนมากขึ้นประมาณ 3-4 หมื่นราย โดยมาตรการเพิ่มเติมนี้ บสย. สามารถดำเนินการได้ทันที


สำหรับการช่วยเหลือลูกหนี้ที่มีปัญหานั้น “นายปรีดี ดาวฉาย” ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า แนวทางการปล่อยสินเชื่อให้ลูกหนี้ที่มีปัญหา ทางธนาคารพาณิชย์ จะมีการพิจารณาจากความสามารถในการชำระหนี้เป็นสำคัญ ซึ่งที่ผ่านมา จากสถานการณ์โควิดได้ช่วยเหลือลูกหนี้ไปแล้วจำนวนมากถึง 16 ล้านราย ซึ่งเป็นยอดเงินจำนวนมาก


“หากดูยอดสินเชื่อใหม่ที่ปล่อยในปีนี้ จะเยอะกว่าปีที่แล้ว ดังนั้น เงินค้ำประกันของบสย. อีก 3 หมื่นล้านบาท เชื่อว่า จะเป็นวงเงินที่ออกมาช่วยให้เอสเอ็มอี ทุกกลุ่ม สามารถฝ่าวิกฤคครั้งไปได้ “นายปรีดีกล่าว


สำหรับตัวเลข NPL ในขณะนี้ นายปรีดี กล่าวว่า ยังไม่สามารถตอบได้ว่า เพิ่มขึ้นมากเพียงใด เพราะเป็นช่วงที่ดำเนินการช่วยเหลือภายใต้มาตรการต่างๆที่ออกมา

Share: