“กองต่างประเทศ”...ผลงานดี-เป้าหมายเงินลงทุนช่วงครึ่งปีแรก

ปี2019 อุตสาหกรรมกองทุนรวมโต 6.6% มาสินทรัพย์สุทธิ 5.39 ล้านล้านบาท แต่ครึ่งแรกปี20 เจอ วิกฤติ COVID-19’ ทำพิษจนทำให้สินทรัพย์สุทธิลดลง 10.3% มาอยู่ที่ 4.83 ล้านล้านบาท


โดยมีเงินไหลเข้าสุทธิในไตรมาสที่2/20 รวม 4.0 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตามรวมรอบครึ่งปีแรกยังคงเป็นเงินไหลออกสุทธิอยู่ -3.5 แสนล้านบาท


หากนับมูลค่าทรัพย์สินสุทธิกองทุนรวมไทย (เฉพาะกองทุนเปิด ไม่รวมกองทุนปิด, ETF, REIT, Infrastructure fund) เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า 6.3% มาอยู่ที่ 3.8 ล้านล้านบาท แต่ยังคงลดลง 11.9% จากสิ้นปี19 เช่นเดียวกัน


วันนี้ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับธุรกิจกองทุนรวมในช่วงครึ่งปีแรกจาก ‘Morningstar’ มาฝากกัน

 

 

กองผลงานดีรอบ 1 ปี...ล้วนเป็นกลุ่มกองทุนต่างประเทศ

จากข้อมูลของบจ.มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย)” ระบุว่า กลุ่มกองทุนส่วนใหญ่ให้ผลตอบแทนค่อนข้างดีในช่วง 3 เดือนล่าสุด โดยเฉพาะกลุ่มตราสารทุนต่างประเทศ นำโดยกลุ่ม ‘Global Technology’ ที่มีผลตอบแทนเฉลี่ยสูงสุด 27.9% เช่นเดียวกันกับ กองทุนหุ้นไทย ที่มีการปรับตัวขึ้นโดดเด่นไม่แพ้กัน โดยกลุ่ม กองหุ้นขนาดกลางและเล็ก ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 27.6% และ กองหุ้นใหญ่ ที่ 17.6% ในทางกลับกัน กองตราสารหนี้ Mid/Long Term Bond’ ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย -0.5% ซึ่งต่ำสุดในช่วงเวลาเดียวกัน


อย่างไรก็ตามหากดูข้อมูลผลตอบแทนกองทุนรวม (ณ วันที่ 30 มิ.. 20) ย้อนหลัง 1 ปี จะพบว่ากลุ่มกองทุนที่มีผลตอบแทนดี 5 อันดับแรกนั้นเป็นกลุ่มกองทุนต่างประเทศทั้งหมดได้แก่


1.กองทุนทองคำ +23.18%
2.กองทุนเทคโนโลยีโลก +22.99%
3.กองสุขภาพโลก +14.07%
4.กองหุ้นโลก +7.04%
5.กอง High Yield-โลก (Fix Term) +5.69%

 

 

กองทุนรวมต่างประเทศ (ไม่รวม Term fund) มีการเติบโตที่ค่อนข้างดีจากปริมาณเงินไหลเข้าและอัตราผลตอบแทนที่ดีขึ้น โดยกลุ่ม ‘Global Bond’ มีเงินไหลเข้าสุทธิสูงสุด 1.1 หมื่นล้านบาท ในขณะที่เริ่มมีแรงขาย กองทุนทองคำ มากขึ้นจากราคาทองที่ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

 

กองหุ้นไทย”...ครึ่งแรกเงินไหลออกสุทธิ -8.7 พันล้านบาท-กดสินทรัพย์สุทธิต่ำสุดรอบ 3 ปี

ส่วน กองหุ้นไทย (ไม่รวม LTF, RMF SSF และSSFX) ยังมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิที่ระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปีที่ 2.4 แสนล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 16.2% จากเดือนมี.. 20 โดยเกิดจากการปรับตัวขึ้นดัชนี SET Index เป็นหลัก เพราะถ้าหากดูที่ทิศทางของ flow จะพบว่าในไตรมาสที่ 2 ยังคงเป็นเงินไหลออกสุทธิราว -2.6 พันล้านบาท รวม 6 เดือนแรกเป็นเงินไหลออกสุทธิ -8.7 พันล้านบาท


ด้าน กองทุนรวมเพื่อการออมพิเศษ (SSFX)’ นั้น มีเงินไหลเข้ากระจุกตัวในช่วงท้ายของเดือนมิ.. มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 1.1 หมื่นล้านบาท (ณ วันที่ 1 .. 20) โดย 5 บลจ. ขนาดใหญ่มีส่วนแบ่งตลาดกองทุน SSFX รวม 86% โดยปัจจุบันกองทุนจากบลจ. กสิกรไทยเป็นกองทุน SSFX ขนาดใหญ่ที่สุดด้วยมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 2.1 พันล้านบาท ในขณะที่กองทุน SSF ยังไม่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากนัก และส่วนใหญ่ยังเป็นเงินลงทุนในกลุ่มหุ้นไทย

 

 

คาดครึ่งหลังปี20 ‘เงินไหลกลับอุตสาหกรรมกองทุน...แต่หวังกลับไประดับสิ้นปี19 ยาก

ในไตรมาสที่ผ่านมีเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิกองทุนรวมทั้งสิ้น 4.0 หมื่นล้านบาท จาก 19 กลุ่มกองทุน โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม กองทุนที่เน้นลงทุนในต่างประเทศ เป็นหลัก มีเพียงกลุ่ม Money Market, TH Sector Focus Equity, Aggressive Allocation และ Equity Large-Cap ที่เป็นกลุ่มที่เน้นลงทุนในประเทศที่มีเงินไหลเข้าสุทธิส่วนกลุ่ม ‘Money Market’ เป็นกลุ่มที่นักลงทุนให้ความสนใจต่อเนื่อง โดยมีเงินไหลเข้าสุทธิสูงสุด 7.3 หมื่นล้านบาท รวม 6 เดือนมีเงินไหลเข้าสุทธิสูงสุด 1.8 แสนล้านบาท


ด้านกองทุนกลุ่ม ‘Global Bond’ ซึ่งให้ผลตอบแทนค่อนข้างดีเฉลี่ยที่ 5.1% จึงอาจเป็นส่วนที่ทำให้กองทุนกลุ่มนี้กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง โดยมีเงินไหลเข้าสุทธิราว 9.6 พันล้านบาท รวม 6 เดือนมีเงินไหลเข้าสุทธิ 1.1 หมื่นล้านบาท

 

 

หากมาดูที่ กองทุนหุ้น ในไตรมาสที่ 2 จะพบว่านักลงทุนให้ความสนใจโดยเฉพาะกองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศมากกว่าเช่นกัน เห็นได้จากเม็ดเงินไหลเข้ากองทุนกลุ่ม ‘Global Equity’ 8.3 พันล้านบาท, ‘China Equity’ 4.2 พันล้านบาท, ‘Global Health Care’ 2.8 พันล้านบาท, ‘Global Technology’ 2.4 พันล้านบาทซึ่งกองทุนเหล่านี้ได้รับผลกระทบค่อนข้างจำกัด


หรือบางกลุ่มได้รับผลประโยชน์ จากสถานการณ์ ‘COVID-19’ สะท้อนจากผลตอบแทนที่ค่อนข้างโดดเด่นในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาโดยเฉพาะกลุ่ม Global Technology ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 27.9%”


ทางด้านกลุ่ม กองทุนรวมตราสารหนี้ นั้น หลังจากทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาตรการเพื่อบรรเทาปัญหาสภาพคล่องเกิดขึ้นกับตราสารหนี้ไทยทำให้แรงขายกองทุนรวมตราสารหนี้มีแนวโน้มลดลงไปบ้าง กลุ่ม ‘Flexible Bond’ (ลงทุนในตราสารหนี้ไทย 25%-75%ของมูลค่าทรัพย์สิน) มีเงินไหลเข้าสุทธิ 4.2 หมื่นล้านบาทในไตรมาสล่าสุด โดยส่วนใหญ่เป็นเงินไหลเข้ากองทุนจาก บลจ. ไทยพาณิชย์ รวม 3.2 หมื่นล้านบาท


อย่างไรก็ตามหากรวมผลกระทบจากไตรมาสแรกกองทุนกลุ่มนี้ยังมีเม็ดเงินไหลออกสุทธิสูงสุดรอบ 6 เดือนที่ -2.1 แสนล้านบาท ขณะเดียวกันกลุ่มกองทุน ‘Short Term Bond’ มีเงินไหลออกสุทธิสูงสุดในช่วงไตรมาสที่ 2 รวม -3.8 หมื่นล้านบาทลดลงจากระดับ -6 หมื่นล้านบาทในไตรมาสแรก รวม 6 เดือนมีเงินไหลออกไปแล้วรวม -1.0 แสนล้านบาท แต่ก็ถือเป็นระดับปกติของกองทุนกลุ่มนี้


สำหรับครึ่งแรกของปี20 ที่มีเงินไหลออกสุทธิอยู่ – 3.5 แสนล้านบาท นั้น ส่วนหนึ่งก็คงยังอยู่ในระบบกองทุนรวม อีกส่วนคงไหลเข้าสู่ระบบ แบงก์ แต่เชื่อว่ายังไงเงินก็จะไหลกลับเข้ามา เพราะดอกเบี้ยแบงก์เองก็ต่ำมาก เพียงแต่เม็ดเงินที่จะไหลเข้ามาในช่วงครึ่งหลังของปี20 นั้น ยังประเมินได้ยากแต่ด้วยผลตอบแทนที่คงไม่ได้สูงไปกว่าปัจจุบันมากในภาพรวม โอกาสที่จะเห็นสินทรัพย์สุทธิของกองทุนรวมกลับไปแตะระดับ 5.3 ล้านล้านบาท เมื่อสิ้นปี19 ก็เป็นไปได้ยากเช่นกัน


นี่เป็นเพียงบทสรุปบางส่วนของอุตสาหกรรมกองทุนที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ต้องถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ปกตินักที่สินทรัพย์สุทธิกองทุนรวมจะโตลดลงเช่นนี้ แต่ก็เกิดขึ้นแล้วในยุควิกฤติ COVID-19’ ที่อะไรก็เกิดขึ้นได้ คงต้องตามลุ้นไปจนสิ้นปีอีกครั้งว่าจะพลิกกลับมาเป็นบวกได้หรือไม่ หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อย

Share: